อิฐมวลเบา Q-CON G2 ราคาก้อนละ 24–84 บาท และ อิฐมวลเบา Q-CON G4 ราคาก้อนละ 24–70 บาท (อัปเดต เดือนตุลาคม 2569) ขึ้นอยู่กับความหนา 7.5–20 ซม. โดยอิฐมวลเบา Q-CON ขนาด 20×60 ซม. ใช้ประมาณ 8.33 ก้อนต่อตร.ม. ราคาอิฐมวลเบา Q-CON (คิวคอน) สามารถดูได้จากตามตารางดังนี้ เช็คราคาอิฐมวลเบา Q-CON (คิวคอน) G2 วันนี้ อิฐมวลเบา ราคา ก้อนละเท่าไหร่ อิฐมวลเบา ราคาก้อนละ (บาท) อิฐมวลเบา Q-CON G2 ขนาด 7.5 ซม. 24 - 32 อิฐมวลเบา Q-CON G2 ขนาด 10 ซม. 30 - 51 อิฐมวลเบา Q-CON G2 ขนาด 12.5 ซม. 38 - 52 อิฐมวลเบา Q-CON G2 ขนาด 15 ซม. 45 - 63 อิฐมวลเบา Q-CON G2 ขนาด 17.5 ซม. 52 - 73 อิฐมวลเบา Q-CON G2 ขนาด 20 ซม. 60 - 84 *อิฐมวลเบาราคาขึ้นอยู่กับพื้นที่จัดส่ง อ้างอิงข้อมูล ราคาอิฐมวลเบาก้อนละ ณ วันที่ 05/10/2569 เช็คราคาอิฐมวลเบา Q-CON (คิวคอน) G4 วันนี้ อิฐมวลเบา ราคา ก้อนละเท่าไหร่ อิฐมวลเบา ราคาก้อนละ (บาท) อิฐมวลเบา Q-CON G4 ขนาด 7.5 ซม. 24 - 32 อิฐมวลเบา Q-CON G4 ขนาด 10 ซม. 32 - 35 อิฐมวลเบา Q-CON G4 ขนาด 12.5 ซม. 39 - 44 อิฐมวลเบา Q-CON G4 ขนาด 15 ซม. 47 - 53 อิฐมวลเบา Q-CON G4 ขนาด 17.5 ซม. 55 - 61 อิฐมวลเบา Q-CON G4 ขนาด 20 ซม. 63 - 70 *อิฐมวลเบาราคาขึ้นอยู่กับพื้นที่จัดส่ง อ้างอิงข้อมูล ราคาอิฐมวลเบาก้อนละ ณ วันที่ 05/10/2569 ช่องทางการสั่งซื้ออิฐมวลเบา Q-CON (คิวคอน)\ ได้ผ่านเครือข่ายร้านวัสดุก่อสร้างใกล้คุณทั่วประเทศ หรือ สั่งง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ SCG Home Online โดยราคาสินค้ารวม VAT แล้ว สามารถออกใบกำกับภาษีได้ รอคอยไม่นาน ส่งไวถึงไซต์งานคุณ รับสินค้าครบถ้วนถูกต้อง ราคาและค่าจัดส่งอิฐมวลเบาขึ้นอยู่กับพื้นที่จัดส่ง สามารถชำระเงินผ่านออนไลน์ ปลอดภัย เพื่อยืนยันสินค้าและนัดหมายการจัดส่ง สั่งซื้อ อิฐมวลเบา Q-CON (คิวคอน)\ อิฐมวลเบาแข็งแรงทนทาน ก่อสร้างง่าย ประหยัดเวลา อิฐมวลเบา Q-CON (คิวคอน) เป็นวัสดุก่อสร้างที่คุ้มค่ากว่าอิฐมอญทั่วไป เนื่องจากผลิตจากคอนกรีตมวลเบาอบไอน้ำความดันสูง (AAC) ทำให้เนื้อวัสดุมีฟองอากาศแบบปิดและมีน้ำหนักเบา จึงช่วยให้ก่อสร้างได้รวดเร็ว แม้จะเบาแต่ตัวอิฐมีความแข็งแรงทนทานและรับแรงได้ดีเยี่ยมด้วยค่ากำลังอัดสูงถึง 35 ksc ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าสามารถเจาะ ตอก ยึด และแขวนสิ่งของที่มีน้ำหนักมากได้อย่างปลอดภัยเพียงแค่เลือกใช้พุกให้เหมาะสม คุณสมบัติเด่นของอิฐมวลเบา หรือ บล็อกก่อผนัง ได้แก่ การกันความร้อน ซึ่งทำได้ดีกว่าอิฐมอญ 4-10 เท่า ช่วยให้บ้านเย็นและประหยัดค่าไฟได้สูงสุด 30% พร้อมทั้งช่วยเป็นฉนวนกันเสียงรบกวนได้สูงสุดถึง 43 เดซิเบล อิฐมวลเบาสามารถก่อเป็นผนังห้องน้ำได้อย่างหมดห่วงเพราะมีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำ ในส่วนของวิธีการก่ออิฐมวลเบานั้นจะแตกต่างออกไป โดยต้องใช้ปูนก่อและเกรียงเฉพาะทาง และยังประหยัดเวลาได้มากขึ้นด้วยการใช้ Metal Strap แทนเหล็กหนวดกุ้ง ความหนาอิฐมวลเบามาตรฐานระหว่าง 7.5 – 25 ซม. อิฐมวลเบา Q-CON ช่วยตอบโจทย์ทั้งด้านความประหยัด รวดเร็ว และได้โครงสร้างที่ปลอดภัยตามาตรฐาน มอก. การก่อผนังด้วยอิฐมวลเบา ภาพ: การก่อผนังด้วยอิฐมวลเบา อ่านเพิ่มเติม: 6 เหตุผล บ้านยุคใหม่ควรเลือกใช้อิฐมวลเบา Q-CON (คิวคอน) สั่งซื้อ อิฐมวลเบา คิวคอน\ สั่งซื้ออิฐมวลเบา Q-CON (คิวคอน) กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ที่อยู่: เลขที่ 1 ถนนปูนซิเมนต์ไทย แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800 ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้ออิฐมวลเบา Q-CON (คิวคอน) กับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าอิฐมวลเบา Q-CON และจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ สินค้าอิฐมวลเบา Q-CON (คิวคอน) ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome
รีโนเวทคอนโดให้สวยใหม่และอยู่สบายมากยิ่งขึ้น ในงบประมาณไม่เกินหนึ่งแสนบาท ที่ได้ทั้งงานพื้น ผนัง ห้องน้ำ ติดฟิล์ม ติดม่าน และ Digital Door Lock สำหรับคนที่ซื้อคอนโดมือสอง หรือเจ้าของห้องที่กำลังอยากรีโนเวทคอนโดใหม่ให้ดูสวยงามน่าอยู่มากยิ่งขึ้น แต่มีงบประมาณจำกัด ลองมาดูกันว่าในงบประมาณ 1 แสนบาทนั้นจะสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยในบทความนี้จะเป็นการยกตัวอย่างสำหรับการปรับปรุงคอนโดขนาด 30 ตร.ม. ความสูงฝ้าเพดาน 2.5 เมตร (ไม่รวมงานเดินท่อประปา-ไฟฟ้า และไม่รวมค่ารื้อถอน) 1. ปูไม้พื้นให้ห้องนั่งเล่นและห้องนอน เพิ่มบรรยากาศอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ พื้นที่โดยรวมของห้องนั่งเล่นและห้องนอน ประมาณ 21 ตร.ม. 1.1 พื้น SPC บริการติดตั้งพื้น SPC 5 mm. ภายในบ้าน ระบบ Click Lock พร้อมโฟม IXPE ช่วยในการดูดซับเสียง ลดเสียงรบกวน มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ราคาประมาณ: 19,500 บาท (650 บาท/ตร.ม. พื้นที่ขั้นต่ำ 30 ตร.ม.) ห้องนั่งเล่นที่ปูด้วยพื้น SPC ภาพ: ห้องนั่งเล่นที่ปูด้วยพื้น SPC ให้อารมณ์เดียวกับงานไม้ สวยงามอบอุ่นชวนพักผ่อน สนใจ บริการติดตั้งพื้นภายใน SPC UNIX คลิก\ 1.2 พื้นลดแรงกระแทก เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยภายในบ้านอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ราคาประมาณ: 35,700 บาท (1,190 บาท/ตร.ม. พื้นที่ขั้นต่ำ 30 ตร.ม.) พื้นลดแรงกระแทก ภาพ: พื้นลดแรงกระแทกให้สัมผัสนุ่มนวล เพิ่มความปลอดภัย สนใจ บริการปูพื้นลดแรงกระแทก พื้นกันลื่น ภายในบ้าน UNIX คลิก\ 2. แต่งผนังห้องนั่งเล่นฝั่งทีวีให้สวยเท่ ด้วย "เสือ เดคอร์ โพลิเมอร์ซีเมนต์ ลอฟท์วอลล์" ซีเมนต์ขัดมันสำเร็จรูปแบบผสมน้ำพร้อมใช้งาน สามารถฉาบตกแต่งผนังสไตล์ลอฟท์ได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง พื้นที่ผนังฝั่งทีวีประมาณ 8 ตร.ม. ราคาประมาณ: 1,100 บาท/ถัง (5 กก.) ใช้งานสำหรับพื้นที่ 8-10 ตร.ม. แต่งผนังให้ได้ลุคในแบบปูนเปลือย ด้วย เสือ เดคอร์ ภาพ: แต่งผนังให้ได้ลุคในแบบปูนเปลือย ด้วย เสือ เดคอร์ โพลิเมอร์ซีเมนต์ ลอฟท์วอลล์ สนใจ เสือ เดคอร์ โพลิเมอร์ซีเมนต์ ลอฟท์วอลล์ คลิก\ 3. ทาสีผนัง ผนังส่วนอื่น ๆ ในห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องครัว และฝ้าเพดาน พื้นที่รวมประมาณ 80 ตร.ม. ราคาประมาณ: 14,800 บาท (185 บาท/ตร.ม. พื้นที่ขั้นต่ำ 60 ตร.ม. รวมสินค้าพร้อมติดตั้ง) ทาสีภายในห้อง ภาพ: เพิ่มความสดใสให้กับห้องด้วยการทาสีผนังใหม่ สนใจ บริการทาสีบ้าน ผนังภายใน-ภายนอก โดย Beger คลิก\ 4. ติดผ้าม่านแบล็คเอาท์ให้ห้องนอน เพื่อช่วยกันแสงและความร้อน ขนาด: 3.4 x 2.5 เมตร ราคาประมาณ: 2,200 บาท (เริ่มต้นที่ 590 บาท/หลา ยังไม่รวมค่าติดตั้ง) ติดผ้าม่านแบล็คเอาท์ ภาพ: ติดผ้าม่านแบล็คเอาท์ในห้องนอน ช่วยให้หลับสนิทมากยิ่งขึ้น สนใจ บริการตัดเย็บและติดตั้ง ผ้าม่าน VICHITR คลิก\ 5. รีโนเวทห้องน้ำ ปรับปรุงห้องน้ำใหม่ทั้งห้อง ให้สวยงามตามความชอบและการใช้งาน พื้นที่ประมาณ 4 ตร.ม. ราคาประมาณ: 36,000 บาท รายละเอียดดังนี้ งานกระเบื้อง ค่ากระเบื้องปูพื้นและผนังรวม 23 ตร.ม. 13,800 บาท (600 บาท/ตร.ม.) ค่าแรงปูกระเบื้อง 23 ตร.ม. 8,050 บาท (รวมค่าปูน 350 บาท/ตร.ม.) งานอุปกรณ์ห้องน้ำ สุขภัณฑ์ ราคาประมาณ 8,000 บาท ค่าติดตั้ง* 500 บาท อ่างล้างหน้า ราคาประมาณ 1,500 บาท ค่าติดตั้ง* 400 บาท ก็อกน้ำ ราคาประมาณ 1,200 บาท ค่าติดตั้ง* 50 บาท ฝักบัว ราคาประมาณ 1,500 บาท ค่าติดตั้ง* 100 บาท สายฉีดชำระ ราคาประมาณ 500 บาท ค่าติดตั้ง* 50 บาท ราคาอ้างอิงจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ตกแต่งให้สวยด้วยกระเบื้องลายไม้ ภาพ: ห้องน้ำขนาดเล็กกระทัดรัด ที่ตกแต่งให้สวยด้วยกระเบื้องลายไม้และลายหินอ่อน สนใจ บริการออกแบบก่อสร้าง คลิก\ 6. ติดฟิล์มกันร้อน ช่วยลดความร้อนและรังสียูวีจากแสงแดดที่ผ่านเข้ามาทางกระจก ทำให้ห้องอยู่สบายและประหยัดพลังงานจากเครื่องปรับอากาศ พื้นที่รวมประมาณ 108 ตร.ฟ. (10 ตร.ม.) ราคาประมาณ: 17,200 บาท (ฟิล์มติดกระจกบ้านภายใน 159 บาท/ตร.ฟุต พื้นที่ขั้นต่ำ 50 ตารางฟุต) ติดฟิล์มกันร้อนให้กระจกห้องนอน ภาพ: ติดฟิล์มกันร้อนให้กระจกห้องนอนและห้องครัว ช่วยให้ห้องเย็นและอยู่สบายยิ่งขึ้น สนใจ บริการติดฟิล์มกระจกบ้าน อาคาร ทั้งภายในและภายนอก RAYCOOOL คลิก\ 7. ติด Digital Door Lock ช่วยเพิ่มความปลอดภัย สะดวกสบาย และสวยงาม ราคาประมาณ: 7,900 บาท สะดวกสบายด้วย Digital Door Lock ภาพ: เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายด้วย Digital Door Lock สนใจ Digital Doorlock คลิก\ เลือกซื้อสินค้าและบริการพร้อมติดตั้ง กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้บริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับเราง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความนี้จัดทำโดย หน่วยงาน SCG Home Online ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแล E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้คำปรึกษา ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเลือกใช้วัสดุต่างๆ เพื่อการทำบ้าน รวมถึงโซลูชั่นเรื่องบ้านต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้าน และเรื่องวัสดุก่อสร้าง สงวนลิขสิทธ์การคัดลอก เผยแพร่ และทำซ้ำ
แนะนำให้รู้จัก ประตูสำเร็จรูป สำหรับใช้ในบ้าน โดยจำแนกจากวัสดุหน้าบานประตูประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมในท้องตลาด ประตูสำเร็จรูปสำหรับใช้งานในบ้านทุกวันนี้ มีหลากหลายรูปแบบหลากวัสดุ แม้ผู้ขายหรือผู้ผลิตเองก็มีวิธีเรียกและแบ่งประเภทแตกต่างกันไป ดังนั้น เพื่อไม่ให้สับสน SCG HOME ขอนำประตูสำเร็จรูปซึ่งเป็นที่นิยม มาเล่าสู่กันฟัง โดยแยกประเภทด้วยวัสดุที่ใช้ทำหน้าบานประตูเป็นหลัก ได้แก่ MDF, HDF, WPC, พอลิสไตรีน, UPVC และ PVC โดยขอเริ่มต้นที่ประตูไม้อัดอย่าง MDF และ HDF ซึ่งมีรูปแบบสวยงามในราคาจับต้องได้ 1. ประตู MDF ผลิตด้วยวัสดุไม้อัด MDF (Medium Density Fiber Board) โดยนำเส้นใยไม้มาผสมกาวแล้วอัดเป็นแผ่น ใช้ผลิตเป็นหน้าบานประตู และโครงคร่าวด้านในได้ ส่วนกรอบโครงหลักจะใช้เป็นไม้จริงเพื่อความแข็งแรง ประตู MDF จะมีการปิดผิวหน้าบาน ด้วยวัสดุต่างๆ เช่น วีเนียร์ ลามิเนต และเมลามีน เพื่อสีสันและลวดลายที่สวยงาม ประตู MDF ใช้กับห้องอะไรได้บ้าง? ประตู MDF ไม่ทนชื้น จึงไม่ควรใช้เป็นประตูห้องน้ำ ห้องครัว ประตูหน้าบ้าน/หลังบ้าน แต่จะเหมาะกับการห้องทั่วๆ ไปภายในบ้าน เช่น ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ที่ไม่โดนความชื้น ประตูสำเร็จรูป ประตูไม้อัด ประตูMDF ภาพ: ตัวอย่างประตู MDF ปิดผิวด้วยวีเนียร์ 2. ประตู HDF โครงกรอบประตูเป็นไม้จริง เสริมด้วยคร่าวไม้อัดหรือกระดาษรังผึ้ง ส่วนหน้าบานผลิตจากไม้อัดคุณภาพสูง HDF (High Density Fiber) ซึ่งมีลักษณะคล้ายไม้ MDF แต่แข็งแรงกว่า เพราะผลิตด้วยแรงอัดที่สูงกว่าและใช้เรซินแทนวัสดุประสาน ประตู HDF มีทั้งแบบลูกฟักผิวสัมผัสเรียบหรือลายเสี้ยนไม้ (อาจเป็นสีรองพื้นเพื่อทาสีทับภายหลัง หรือสีสำเร็จ) กับแบบที่ปิดผิวด้วยวัสดุตกแต่งพร้อมลวดลาย เช่น เมลามีน ฟิล์ม PVC เป็นต้น ประตู HDF ใช้กับห้องอะไรได้บ้าง? เหมาะกับห้องทั่วไป เช่น ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น หากใช้เป็นประตูห้องน้ำ ควรเป็นห้องน้ำที่แยกส่วนแห้งกับส่วนเปียกชัดเจน และระบายอากาศได้ดี ประตูสำเร็จรูป ประตูไม้อัด ประตูHDF ภาพ: ประตู HDF แบบลูกฟักลายเสี้ยนไม้สีรองพื้น สั่ง ประตู HDF แบบลูกฟัก คลิก\ ประตูสำเร็จรูป ประตูไม้อัด ประตูHDF ภาพ: ตัวอย่างประตู HDF ปิดผิวด้วยเมลามีน (ซ้าย) และ ฟิล์ม PVC (ขวา) ทั้งนี้ ประตูไม้อัดอย่าง MDF และ HDF ที่มีการปิดผิว จะมีลวดลายและสีสันสวยงามให้เลือกหลากหลาย โดยประตู HDF จะเป็นที่นิยมกว่า MDF เนื่องจากราคาไม่สูงมาก แข็งแรงและทนความชื้นมากกว่า MDF อย่างไรก็ตาม ประตู HDF ก็ยังถือเป็นวัสดุไม้อัด ดังนั้นเรื่องทนความชื้นและปลวก จะไม่เท่าวัสดุไม้สังเคราะห์อย่างประตู WPC 3. ประตู WPC ผลิตด้วยวัสดุไม้สังเคราะห์ WPC (Wood Plastic Composite) ซึ่งได้จากผงไม้บดผสมพลาสติก โครงด้านในและหน้าบานประตูเป็นวัสดุ WPC รีดขึ้นรูป โดยมีวัสดุตกแต่งปิดผิวเป็นลวดลายซึ่งก็มักทำจาก WPC เช่นกันเนื่องจากให้สีและผิวสัมผัสสวยงามใกล้เคียงไม้จริงได้ โดยสีจะอยู่ในเนื้อวัสดุ ประตู WPC มีความแข็งแรงทนทาน ทนน้ำและความชื้น ไม่เป็นอาหารปลวก ประตู WPC จะมีราคาสูงกว่าประตูไม้อัดอย่าง HDF และ MDF แต่ก็ทนทานต่อการใช้งานและสภาพอากาศมากกว่า ประตู WPC ใช้กับห้องอะไรได้บ้าง? ใช้ได้กับทุกส่วนของบ้าน ทั้งประตูห้องนอน ห้องรับแขก ประตูห้องน้ำที่เน้นความหรูหราสวยงาม รวมถึงประตูหน้าบ้าน/หลังบ้าน ที่เปิดสู่ภายนอกได้ ประตูสำเร็จรูป ประตูWPC ประตูไม้สังเคราะห์ ประตูไม้เทียม ภาพ: ตัวอย่างประตู WPC สั่ง ประตู WPC แบบลูกฟัก คลิก\ 4. ประตูพอลิสไตรีน (Polystyrene-PS) ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์ประเภทเทอร์โมพลาสติก เสริมโครงเหล็กกัลวาไนซ์ ปิดผิวด้วยฟอยล์ และรีดด้วยความร้อนจนเป็นเนื้อเดียวกัน ประตูพอลิสไตรีนมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ทนต่อแรงกระแทก เนื้อวัสดุมีความหนาแน่นสูง มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อน ฉนวนกันเสียง และทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องปลวกและแมลงกัดกิน ผิวหน้ามีสี ลวดลาย และผิวสัมผัสเสมือนไม้จริง ทั้งยังทนต่อรอยขีดข่วน ราคาโดยรวมใกล้เคียงประตูไม้เนื้อแข็งทำสี ประตูพอลิสไตรีนใช้กับห้องอะไรได้บ้าง? ใช้เป็นประตูภายในได้ทุกห้องตามรูปแบบที่เลือกใช้ เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว รวมถึงประตูภายนอกที่อยู่ในร่ม มีหลังคาคลุม หรือใต้ถุนบ้าน/อาคาร ประตูพอลิสไตรีน ภาพ: ตัวอย่างประตูพอลิสไตรีน (Polystyrene-PS) สั่ง ประตูพอลิสไตรีน คลิก\ 5. ประตู uPVC ส่วนประกอบด้านในจะมีกรอบโครงเป็นไม้หรือไม้สังเคราะห์ เนื้อแกนด้านในเป็นโฟมช่วยป้องกันเสียงและความร้อน หน้าบานเป็นวัสดุ uPVC (Unplasticized Polyvinyl Chloride หรือที่มักเรียกสั้นๆ ว่า ไวนิล) ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดพิเศษผสมสารเพิ่มคุณสมบัติคงทนแข็งแรงมากขึ้น โดยทั่วไปขนาดประตู upvc 80x200 มีทั้งแบบผิวเรียบธรรมดา และแบบปั๊มขึ้นรูปเป็นลวดลายต่างๆ หรือประตู upvc ลายไม้ ส่วนใหญ่ประตู uPVC เป็นสีขาว โดยสีจะอยู่ในเนื้อวัสดุ ผิวเป็นเงามัน ทนทานแข็งแรง ไม่เป็นอาหารปลวก ทนต่อความชื้นและสภาพอากาศ ราคาถูกกว่าประตูไม้สังเคราะห์ WPC ประตู uPVC ใช้กับห้องอะไรได้บ้าง? ใช้เป็นบานประตูห้องทั่วไป ห้องนอน ห้องรับแขก รวมถึงประตูห้องน้ำ ประตูหน้าบ้าน/หลังบ้าน ที่เปิดออกสู่ภายนอกบ้านได้ (ยกเว้นรุ่นใช้งานภายใน จะเหมาะกับตำแหน่งที่ไม่ทนแดด) ประตูสำเร็จรูป ประตูuPVC บานประตูuPVC ประตูห้องน้ำuPVC ภาพ: ตัวอย่างประตู uPVC ซึ่งสามารถใช้กับส่วนต่างๆ ของบ้านได้ ประตูสำเร็จรูป ประตูuPVC บานประตูuPVC ประตูห้องน้ำuPVC ภาพ: ตัวอย่างประตู uPVC ซึ่งเหมาะกับงานภายในเฉพาะส่วนที่ไม่โดนแดด สั่ง ประตู uPVC คลิก\ 6. ประตู PVC ผลิตจากวัสดุพลาสติก PVC รีดขึ้นรูปทั้งชิ้น ทั้งภายในและภายนอก ด้านในเป็นช่องกลวง มีการเสริมขอบโดยรอบบานด้วยคิ้ว PVC เพื่อให้แข็งแรงขึ้น ประตู PVC มีสีในเนื้อวัสดุ ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว สีเทา และสีครีม สามารถอยู่ในที่ชื้น โดนน้ำได้ ไม่เป็นอาหารปลวกแต่ไม่ค่อยทนต่อแสงแดด ความแข็งแรงทนทานน้อยกว่าประตูประเภทอื่นๆ และมีราคาถูก ประตู PVC ใช้กับห้องอะไรได้บ้าง? เหมาะสำหรับใช้งานชั่วคราว หรือใช้ในตำแหน่งที่ไม่ต้องการความทนทานและความสวยงามมากนัก เช่น บานประตูห้องน้ำ ห้องเก็บของ เป็นต้น ประตูสำเร็จรูป ประตูPVC ประตูห้องน้ำPVC ประตูพลาสติก สั่ง ประตู PVC คลิก\ สรุป ประตูสำเร็จรูปมีให้เลือกทั้งสีสันและลวดลายที่หลากหลาย สิ่งสำคัญในการพิจารณาเลือกใช้ประตูคือ วัสดุประตู เพราะวัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น การทนต่อความชื้น จึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับห้องนั้นๆ เพื่อให้ประตูสวยที่เราเลือกมาไม่บวมไม่ผุ สีไม่ซีดจาง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความนี้จัดทำโดย หน่วยงาน SCG Home Online ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแล E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้คำปรึกษา ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเลือกใช้วัสดุต่างๆ เพื่อการทำบ้าน รวมถึงโซลูชั่นเรื่องบ้านต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้าน และเรื่องวัสดุก่อสร้าง สงวนลิขสิทธ์การคัดลอก เผยแพร่ และทำซ้ำ
ตีระแนงบังตาแนวตั้งหรือแนวนอน เลือกแบบไหนดี? รู้จักหลักการเลือกแนวระแนงจากทิศแดด มุมมอง การรับลม และความเป็นส่วนตัว พร้อมข้อควรระวังก่อนติดตั้ง ประเด็นสำคัญ การตีระแนงแนวตั้งหรือแนวนอนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากทิศทางของบ้าน ตำแหน่งที่ติดตั้ง ลักษณะของแสงแดด และระดับความเป็นส่วนตัวที่ต้องการด้วย ดูทิศแดด ทิศตะวันออกรับแดดช่วงเช้า ควรตีระแนงแนวนอน ทิศตะวันตกรับแดดช่วงบ่ายที่ร้อนจัด ควรตีระแนงแนวนอนแบบเฉียงลง ทิศเหนือ/ทิศใต้ ควรตีระแนงแนวตั้ง หากต้องการเพิ่มการรับลมด้วยให้ตีระแนงแนวตั้งแบบเฉียง หากต้องการความเป็นส่วนตัวมาก ควรตีระแนงสลับหรือเหลื่อมกันทั้งสองด้าน มุมมองจากด้านบน-ด้านล่างที่คนส่วนใหญ่มักหลงลืม เช่น การตีระแนงแนวนอนเฉียงลงที่ห้องชั้นบน อาจถูกมองเห็นได้เมื่อมองขึ้นไปจากด้านล่าง อีกเรื่องคือ หากแสงภายในบ้านสว่างกว่าแสงภายนอกบ้านจะทำให้คนภายนอกมองเห็นด้านในได้ โดยเฉพาะการตีระแนงแนวตั้ง ดังนั้นอาจตีระแนงสลับหรือเหลื่อมกันทั้งสองด้าน หรือเลือกตีระแนงร่วมกับวิธีอื่นเช่น กระจกฝ้า ม่านมู่ลี่ สำหรับห้องที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูงอย่างห้องนอน ห้องน้ำ ระแนงบังตา\ เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัว เพิ่มความสวยงาม และสร้างเอกลักษณ์ให้กับบ้าน ซึ่งหากออกแบบและติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม ยังช่วยกรองแสงแดด และลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตีระแนงแนวตั้งหรือแนวนอนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากทิศทางของบ้าน ตำแหน่งที่ติดตั้ง ลักษณะของแสงแดด และระดับความเป็นส่วนตัวที่ต้องการ 1) ดู “ทิศแดด” ก่อนตีระแนง สิ่งแรกที่ควรพิจารณา คือ บริเวณที่ต้องการติดตั้งระแนงหันไปทางทิศใด เพราะแต่ละทิศได้รับแสงแดดในมุมและช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ทิศตะวันออก: รับแดดช่วงเช้า แสงแดดช่วงเช้าก่อน 9 โมง เป็นแสงแดดอ่อนที่เราควรได้รับ การตีระแนงแนวนอนจะช่วยกรองแสงแดดในยามเช้า มีแสงลอดเข้าบ้านแบบพอดี (ขึ้นอยู่กับระยะห่างของระแนง) ช่วยให้บ้านดูโปร่งสบาย ไม่อึดอัด การตีระแนงแนวนอน ภาพ: การตีระแนงแนวนอน ทิศตะวันตก: รับแดดช่วงบ่ายที่ร้อนจัด แสงแดดในช่วงเที่ยงจนถึงบ่ายสามโมงมีความร้อน แรง และเป็นแสงในมุมสูง การตีระแนงแนวนอนแบบเฉียงลงจะช่วยลดปริมาณแสงและความร้อนลงได้ หลังจากนั้นเมื่อกำลังของแสงแดดเริ่มอ่อนลงและส่องในมุมต่ำ แสงจะผ่านเข้ามาในบ้านได้เล็กน้อย ไม่มืดจนเกินไป การตีระแนงแนวนอนแบบเฉียงลง ภาพ: การตีระแนงแนวนอนแบบเฉียงลง ทิศเหนือและทิศใต้: พิจารณาจากตำแหน่งและมุมแดด การเดินทางของดวงอาทิตย์ในประเทศไทยจะมีทิศทางอ้อมทางทิศใต้ประมาณ 8 เดือน และอ้อมทางทิศเหนือประมาณ 4 เดือน โดยแสงจะเข้าแบบเฉียงตามทิศทางขึ้นลงในแนวตะวันออก-ตะวันตก จึงควรตีระแนงแนวตั้งโดยพิจารณาตำแหน่งช่องเปิดและมุมที่ต้องการบังแดดร่วมด้วย เพื่อปรับมุมระแนงให้รับกับมุมแดด รวมถึงช่วยดักลมเข้าบ้านได้ ทั้งนี้ อาจเลือกใช้ระแนงบังตาแบบปรับมุมได้ก็ได้เช่นกัน การตีระแนงแนวตั้ง และการตีระแนงแนวตั้งแบบเฉียง ภาพ: การตีระแนงแนวตั้ง และการตีระแนงแนวตั้งแบบเฉียง 2) ความเป็นส่วนตัว การตีระแนงเพื่อช่วยพรางสายตาจากภายนอก ได้แก่ บ้านอยู่ติดถนน ต้องการลดการมองเห็นจากภายนอก ต้องการต่อระแนงเหนือรั้วเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว หน้าต่างห้องนอนอยู่ใกล้บ้านข้างเคียง บ้านอยู่ใกล้อาคารสูงหรือคอนโด ต้องการให้พื้นที่นั่งเล่นยังเปิดรับลม แต่ไม่ถูกมองเห็นจากภายนอก กรณีเหล่านี้ต้องคิดกลับกันว่า “คนภายนอกมองเข้ามาจากมุมไหน” แล้วจึงออกแบบแนวและองศาของระแนงให้บังแนวสายตานั้น หากต้องการความเป็นส่วนตัวสูงควรตีระแนงสลับหรือเหลื่อมกันทั้งสองด้าน เพื่อเพิ่มมุมบังสายตาทำให้มองผ่านเข้าไปได้ยากขึ้น แต่อาจทำให้ลมผ่านเข้ามาได้น้อยลง และทำให้รู้สึกถูกปิดมากขึ้น จึงควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน ไม่จำเป็นต้องทำให้ทึบที่สุดเสมอไป การตีระแนงสลับหรือเหลื่อมกันทั้งสองด้าน ภาพ: การตีระแนงสลับหรือเหลื่อมกันทั้งสองด้าน 3) มุมมองจากด้านบนและด้านล่าง อีกประเด็นที่มักมองข้ามหรือลืมคิด คือ ระแนงอาจบังสายตาได้ดีจากมุมหนึ่ง แต่ไม่ได้บังได้ทุกมุม ตัวอย่างเช่น บ้านที่มีหน้าต่างอยู่ชั้นบนและอยู่ใกล้อพาร์ตเมนต์หรือคอนโด หากต้องการป้องกันการมองจากอาคารที่อยู่ ระดับเดียวกันหรือสูงกว่า การตีระแนงแนวนอนแบบเฉียงลง สามารถช่วยบังแนวสายตาจากด้านบนหรือระดับเดียวกันได้ดี แต่หากมีคนมองขึ้นมาจากด้านล่าง จะทำให้สามารถมองผ่านระแนงเข้าไปได้ ดังนั้น ก่อนเลือกแบบระแนง อาจลองยืนในตำแหน่งที่คาดว่าจะมีคนมองเข้ามา แล้วดูว่าแนวสายตาจริงอยู่ในระดับที่มองเห็นได้หรือไม่ 4) ช่วงเวลาและความสว่างของแสง การตีระแนงเพื่อพรางสายตาไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันการมองเห็นได้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะระแนงที่มีช่องว่างระหว่างแผ่น หากแสงภายในบ้านสว่างกว่าแสงภายนอกบ้านจะทำให้คนภายนอกมองเห็นด้านในได้ดี กล่าวคือ ช่วงกลางวัน ระแนงช่วยลดการมองเห็นจากภายนอกได้ดี แต่ช่วงกลางคืนหากเปิดไฟภายในบ้าน คนที่อยู่ภายนอกอาจมองผ่านช่องระแนงเข้ามาเห็นภายในบ้านได้ โดยเฉพาะการตีระแนงแนวตั้งจะเห็นได้ชัด หากต้องการพรางสายตาได้ดีขึ้นควรตีระแนงแนวตั้งแบบเฉียงหรือแนวนอนแบบเฉียงลง แต่หากพื้นที่นั้นต้องการความเป็นส่วนตัวสูง เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ หรือพื้นที่แต่งตัว ควรตีระแนงสลับหรือเหลื่อมกันทั้งสองด้าน หรืออาจตีระแนงร่วมกับวิธีอื่น เช่น ม่าน มู่ลี่ หรือกระจกฝ้า ไม่ควรพึ่งระแนงบังตาเพียงอย่างเดียว แล้วควรเลือกตีระแนงแนวตั้งหรือแนวนอน? ไม่มีคำตอบว่าแบบใดดีกว่ากัน เพราะระแนงแต่ละแบบเหมาะกับโจทย์ที่ต่างกัน หากเพิ่มจำนวนระแนงหรือทำระยะห่างให้แคบลงก็จะช่วยบังแดดและบังสายตาได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้ลมผ่านน้อยลงและพื้นที่ดูทึบขึ้น ในทางกลับกัน หากเว้นระยะระแนงกว้างก็จะดูโปร่งและรับลมได้ดี แต่ประสิทธิภาพในการบังแดดและพรางสายตาก็จะลดลง ดังนั้นจึงควรพิจารณา 3 เรื่องไปพร้อมกัน ได้แก่ กันแดด รับลม ความเป็นส่วนตัว เพื่อกำหนดรูปแบบของระแนงบังตา ไม่ว่าจะแนวตั้งหรือแนวนอน ระยะห่างระหว่างระแนง และองศาการเอียง ให้เหมาะกับพื้นที่นั้น ๆ เมื่อวางองค์ประกอบเหล่านี้ให้สัมพันธ์กัน ระแนงบังตาก็จะทำหน้าที่ได้มากกว่าการเป็นเพียงของตกแต่งบ้าน แต่ช่วยสร้างทั้งความสบายและคุณภาพการอยู่อาศัยให้กับบ้านได้ด้วย ไม้ระแนง\ บริการติดระแนงไม้เทียม ระแนงบังตา\ > - อ่านเพิ่มเติม: เทียบกันชัดๆ ระแนงบังตา ไฟเบอร์ซีเมนต์ vs WPC vs ไวนิล เลือกแบบไหนให้เหมาะกับบ้าน?\ > - อ่านเพิ่มเติม: รั้วระแนงไม้ ระแนงบังตา เลือกตีระแนงแบบไหนดี?\ เลือกซื้อสินค้าและบริการพร้อมติดตั้ง กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้บริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความนี้จัดทำโดย หน่วยงาน SCG Home Online ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแล E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้คำปรึกษา ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเลือกใช้วัสดุต่างๆ เพื่อการทำบ้าน รวมถึงโซลูชั่นเรื่องบ้านต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้าน และเรื่องวัสดุก่อสร้าง สงวนลิขสิทธ์การคัดลอก เผยแพร่ และทำซ้ำ
การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ เป็นอีกหนึ่งวิธีประหยัดค่าไฟที่เจ้าของบ้านหลายคนสนใจ แต่ก็ต้องแลกกับงบประมาณในการลงทุนติดตั้งระบบที่สูงพอสมควร ดังนั้น เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาด เจ้าของบ้านจึงควรทำความเข้าใจรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณา ตั้งแต่ส่วนประกอบและประเภทของหลังคาโซลาร์เซลล์ ค่าไฟที่ประหยัดได้และการคืนทุน โดยประมาณ รวมถึงปัจจัยในการเลือกผู้ให้บริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งงานติดตั้งและอุปกรณ์ที่ใช้ ไปจนถึงการดูแลรักษา ทีมงาน SCG Home Online จึงรวบรวมคู่มือความรู้การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) อย่างไรให้คุ้มค่า ฉบับเจ้าของบ้าน เพื่อให้เจ้าของบ้านศึกษาก่อนตัดสินใจเลือกติดตั้งโซล่าร์เซลล์ สารบัญบทความ >เรื่องที่ 1: หลังคาโซลาร์เซลล์คืออะไร? ทำความรู้จักระบบ Solar Rooftop และส่วนประกอบสำคัญ >เรื่องที่ 2: หลังคาโซล่าเซลล์มีกี่แบบ เลือกแบบไหนดี? >เรื่องที่ 3: ติดแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา คุ้มไหม ราคาเท่าไหร่ กี่ปีคืนทุน (อัปเดต พ.ศ. 2569) >เรื่องที่ 4: แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ใช้ไฟฟ้าได้ขนาดไหน ประหยัดค่าไฟได้เท่าไหร่ >เรื่องที่ 5: 4 เช็กลิสต์ก่อนติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน >เรื่องที่ 6: ทำไมถึงต้องขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) >เรื่องที่ 7: ไขข้อข้องใจ ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์แล้ว หลังคารั่วไหม? เสี่ยงไฟไหม้หรือเปล่า? >เรื่องที่ 8: เลือกบริษัทติดตั้ง Solar Roof ให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย >เรื่องที่ 9: ติดหลังคาโซล่าเซลล์ไปแล้ว ต้องดูแลรักษาอย่างไร เรื่องที่ 1: หลังคาโซลาร์เซลล์คืออะไร? ทำความรู้จักระบบ Solar Rooftop และส่วนประกอบสำคัญ หลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) คือ หลังคาโซลาร์เซลล์ หรือ หลังคา Solar Roof หรือที่หลายคนคุ้นหูกันในชื่อ “โซลาร์รูฟท็อป” (Solar Rooftop) คือการเปลี่ยนพื้นที่บนหลังคาบ้านให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงาน โดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์แล้วเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในครัวเรือน การทำงานของระบบเริ่มจากแผงโซลาร์เซลล์ดูดซับแสงแดดและผลิตเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ออกมา จากนั้นจะส่งกระแสไฟผ่านไปยังอินเวอร์เตอร์ เพื่อแปลงให้เป็นกระแสสลับ (AC) ก่อนจะจ่ายเข้าสู่ตู้เบรกเกอร์ เพื่อกระจายกระแสไฟไปหล่อเลี้ยงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านต่อไป อ่านเพิ่มเติม: ศัพท์เรื่องบ้าน: หลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof)\ ส่วนประกอบสำคัญของระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Roof) โดยหลักแล้วการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ จะต้องมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) แผงโซลาร์เซลล์ 2) อินเวอร์เตอร์ 3) กล่องควบคุมระบบไฟฟ้า และ 4) ระบบโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และสายไฟ 1) แผงโซลาร์เซลล์ ทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์และแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง (DC) มี 3 ประเภทหลักที่นิยมใช้กัน ได้แก่ โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline): ทำจากผลึกซิลิคอนบริสุทธิ์สูง แต่ละเซลล์มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมตัดทั้ง 4 มุม แผ่นมักมีสีดำคือสีจะเข้มกว่าแผงโซลาร์ประเภทอื่นๆ มีประสิทธิภาพการผลิตไฟสูงสุด ทนความร้อนได้ดี เป็นที่นิยม เพราะใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยสุด และอายุการใช้งานนานที่สุด โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline): ทำจากผลึกซิลิคอนที่นำมาหลอมรวมกัน แต่ละเซลล์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสไม่ตัดมุม แผ่นมักมีสีน้ำเงิน ประสิทธิภาพจะรองลงมาจากแบบ Monocrystalline เล็กน้อย แต่ราคาย่อมเยากว่า ทินฟิล์ม (Thin Film): เป็นการใช้สารที่มีคุณสมบัติแปลงพลังงานจากแสงให้เป็นกระแสไฟฟ้าได้ มาเคลือบบนแผ่นฟิล์ม แผงประเภทนี้มีประสิทธิภาพการผลิตไฟต่ำที่สุด จึงใช้พื้นที่ติดตั้งมากกว่าแบบอื่น ไม่นิยมใช้กับบ้านทั่วไป แต่ด้วยคุณสมบัติที่น้ำหนักเบาและโค้งงอได้ จึงเหมาะสำหรับติดตั้งบนพื้นผิวโค้งมน ไม่เรียบ เช่น หลังคารถหลังคาหรือผนังอาคารที่โค้ง นอกจากนี้ แผงโซล่าเซลล์\ยังมีการจัดอันดับเกรดมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิต โดยแบรนด์ที่ได้รับการจัดอันดับเป็น Tier 1 จะเป็นผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ มาตรฐานการผลิตครบวงจร การเงินมั่นคง เจ้าของบ้านสามารถวางใจได้กับการรับประกันแผงโซลาร์เซลล์ที่ยาวนานถึง 25 ปี 2) อินเวอร์เตอร์ ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์ ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพื่อให้สามารถนำมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้ ซึ่งอินเวอร์เตอร์\ที่นิยมใช้จะมี 2 แบบ คือ สตริงอินเวอร์เตอร์ และไมโครอินเวอร์เตอร์ สตริงอินเวอร์เตอร์ (String Inverter) เชื่อมต่อแผงโซล่าเซลล์แบบอนุกรม ตัวอินเวอร์เตอร์ติดตั้งไว้ในบ้าน จึงสะดวกทั้งในแง่การติดตั้งและดูแลรักษา แต่มีข้อควรคำนึง คือหากเกิดอุปสรรคในการผลิตไฟฟ้า เช่น โดนบังด้วยเงาเมฆ กิ่งไม้ แม้เพียงแค่แผงเดียว ประสิทธิภาพการผลิตไฟทั้งระบบจะลดลงตาม ดังนั้น สตริงอินเวอร์เตอร์จึงเหมาะกับหลังคาเรียบที่มั่นใจได้ว่าไม่มีเงาบัง ไมโครอินเวอร์เตอร์ (Microinverter) เป็นอินเวอร์เตอร์ขนาดเล็กติดตั้งอยู่ใต้แผงโซล่าเซลล์แต่ละแผง จึงทำงานเป็นอิสระจากกัน หากแผงใดมีปัญหา เช่น โดนเงาบัง แผงอื่นๆ ก็ยังคงทำงานได้ปกติ และยังมีความปลอดภัยสูงเนื่องด้วยระบบแรงดันไฟฟ้าต่ำ (Low Voltage) เพราะแปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับตั้งแต่อยู่บนหลังคา และมีระบบ Rapid Shutdown ที่ตัดไฟทันทีเมื่อเกิดเหตุ ตอบโจทย์บ้านที่มีหลังคาซับซ้อน เสี่ยงโดนเงาบังบางส่วนในบางเวลา หรือเน้นความปลอดภัยสูงสุด อย่างไรก็ตาม ไมโครอินเวอร์เตอร์มีราคาสูงกว่าสตริงอินเวอร์เตอร์ และด้วยตำแหน่งติดตั้งที่อยู่บนหลังคาจึงซ่อมบำรุงยากกว่า 3) กล่องควบคุมระบบไฟ (Combiner Box / Control Box) เป็นตู้รวบรวมสายไฟของระบบโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ป้องกันอันตรายทางไฟฟ้า เป็นอีกอุปกรณ์ที่ต้องเน้นเรื่องคุณภาพมาตรฐานเพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากปัญหาระบบไฟฟ้า ภายในกล่องควรประกอบด้วยอุปกรณ์เกรดคุณภาพได้มาตรฐาน เช่น เบรกเกอร์สำหรับตัดวงจรเมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือใช้ไฟเกิน อุปกรณ์กันฟ้าผ่า/กันไฟกระชากคุณภาพสูงเพื่อป้องกันความเสียหายต่ออินเวอร์เตอร์ และหากติดตั้งภายนอกอาคาร ตัวกล่องต้องมีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นที่เหมาะสม 4) ระบบโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และสายไฟ ประกอบด้วย “ราง” กับ “อุปกรณ์ยึด” โดยวัสดุที่ใช้ทำรางควรทนทานต่อแรงลม ทนสนิมและการกัดกร่อนสูง เช่น อะลูมิเนียมชุบแข็ง หรือเหล็กชุบกัลวาไนซ์ ในขณะที่อุปกรณ์ยึด จะต้องออกแบบให้เหมาะสมกับประเภทของหลังคาแต่ละแบบ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึมในอนาคต ส่วน “สายไฟโซลาร์เซลล์” เป็นสายไฟฝั่งกระแสตรง (DC) ที่ต้องรับไฟจากแผงลงมายังอินเวอร์เตอร์ จึงต้องออกแบบมาสำหรับระบบโซล่าเซลล์โดยเฉพาะ ฉนวนหุ้มต้องมีความเหนียว ทนทานต่อความร้อน รังสี UV และสภาพอากาศภายนอกได้ดีเยี่ยม อ่านเพิ่มเติม: Microinverter VS String Inverter: ต่างกันอย่างไร?\ นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมที่เจ้าของบ้านควรทราบ ไม่ว่าจะเป็น... หมวดระบบเก็บสำรองพลังงาน (Energy Storage System) สำหรับระบบ Hybrid และ Off-Grid แบตเตอรี่สำรองไฟ (Battery Storage) ปัจจุบันนิยมใช้แบตเตอรีลิเธียมไอออน ทำหน้าที่กักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ในช่วงเวลากลางวัน เพื่อนำมาจ่ายไฟให้บ้านในตอนกลางคืน หรือสำรองในกรณีไฟดับ ปัจจุบันนิยมใช้ ชุดโมดูลแบตเตอรีสำหรับประกอบต่อขยาย (Battery Module) เพิ่มความจุของการเก็บไฟได้ในอนาคต ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของบ้านที่อาจเพิ่มขึ้น ระบบเก็บพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจร (All-in-one Energy Storage / Smart Guard): เปรียบเสมือน “ตู้จัดเก็บและบริหารพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ” รวมเอาทั้งอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี และระบบจัดการไฟสำรองอัตโนมัติ ไว้ในตู้เดียว สามารถสลับแหล่งจ่ายไฟจากแผงโซลาร์ แบตเตอรี และไฟจากการไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ หมวดการจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Optimization & Control) Smart PV Optimizer เป็นอุปกรณ์เสริมติดตั้งใต้แผงโซลาร์เซลล์ที่มักใช้คู่กับสตริงอินเวอร์เตอร์ ช่วยให้แต่ละแผงทำงานเป็นอิสระต่อกัน ช่วยลดปัญหากรณีเกิดเงาบัง โดยจะรักษากำลังการผลิตรวมไม่ให้ตกลงไปตามแผงที่โดนบัง Power Module ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและปรับเสถียรภาพการแปลงกระแสไฟฟ้า ให้เหมาะสมกับการดึงไฟไปใช้งานภายในบ้าน หมวดการวัดผลและตรวจสอบอัจฉริยะ (Smart Monitoring & Sensing) มิเตอร์วัดพลังงานไฟฟ้า และ Smart Power Sensor ติดตั้งไว้ในตู้ไฟ (Consumer Unit) ของบ้าน คอยตรวจจับทิศทาง ว่าตอนไหนกำลังใช้ไฟจากแผงโซลาร์ หรือตอนไหนใช้ไฟจากการไฟฟ้า รวมถึงป้องกันไฟย้อนกลับเข้าสายส่งของการไฟฟ้า (Zero Export) ในกรณีที่ไม่ได้ขออนุญาตขายไฟคืน หน่วยถ่ายโอนข้อมูลโซลาร์ (Data Logger / Dongle) เชื่อมต่อและส่งข้อมูลจากระบบโซล่าเซลล์ ไปยังระบบคลาวด์ แสดงข้อมูลการผลิตไฟ การใช้ไฟ และสถานะการทำงานต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมตัวอย่างระบบโซลาร์เซลล์ On Grid Off Grid และ Hybrid เรื่องที่ 2: หลังคาโซล่าเซลล์มีกี่แบบ เลือกแบบไหนดี? ระบบโซล่าเซลล์สำหรับติดตั้งบนหลังคา แบ่งออกเป็น 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบ Off-Grid ระบบ On-Grid และระบบ Hybrid 1) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบออฟกริด (Off-Grid System) เป็นระบบอิสระที่ไม่เชื่อมต่อกับสายไฟของการไฟฟ้า (Stand Alone) จึงไม่ต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้า เน้นแปลงไฟจากแสงอาทิตย์มาใช้ในช่วงกลางวันโดยตรง หากต้องการใช้ไฟตอนกลางคืนต้องลงทุนติดตั้ง “แบตเตอรี่สำรองไฟ” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ระบบนี้จึงเหมาะกับพื้นที่ห่างไกลที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เช่น ชุมชนบนภูเขาและดอยสูง พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ เกาะขนาดเล็ก พื้นที่ชนบทห่างไกล 2) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบออนกริด (On-Grid System) ระบบนี้จะเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า จึงต้องขออนุญาตจาก 3 หน่วยงานรัฐฯ ก่อนติดตั้ง (เขต/เทศบาล, การไฟฟ้า, และ กกพ.) หลักการทำงานคือดึงไฟจากแผงโซลาร์มาใช้ในบ้านก่อน หากไม่พอก็จะดึงไฟจากการไฟฟ้ามาเสริม และถ้าผลิตไฟเหลืออาจขายคืนการไฟฟ้าได้ (เฉพาะช่วงเวลาและเงื่อนไขที่การไฟฟ้าประกาศ) ระบบนี้จะไม่มีแบตเตอรีสำรองไฟ จึงเหมาะกับบ้านหรืออาคารที่ใช้ไฟเยอะช่วงกลางวัน ปัจจุบันระบบ On-Grid เป็นระบบที่นิยมที่สุด เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าแบตเตอรี่ จึงคืนทุนได้รวดเร็ว 3) หลังคาโซลาร์เซลล์ ระบบไฮบริด (Hybrid System) เป็นระบบผสมผสานระหว่างออนกริดและออฟกริด (ต้องขออนุญาตจากภาครัฐฯ ด้วย) ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกนำมาใช้ในบ้านก่อน ส่วนที่เหลือจะถูกเก็บเข้าแบตเตอรี เพื่อสำรองไว้ใช้ในเวลากลางคืนหรือตอนไฟดับ ถือเป็นระบบที่บริหารจัดการพลังงานที่ครอบคลุมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากต้นทุนของแบตเตอรียังค่อนข้างสูง ทำให้ระยะเวลาคืนทุนนานกว่า จึงยังได้รับความนิยมน้อยกว่าระบบออนกริด สรุปแล้ว ระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก คือ 1) Off-Grid ระบบอิสระไม่พึ่งไฟจากการไฟฟ้า เหมาะกับพื้นที่ห่างไกล (ต้องใช้แบตเตอรี่) 2) On-Grid ระบบยอดนิยมที่ต้องเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า คืนทุนไวที่สุด เหมาะกับบ้านที่เน้นใช้ไฟช่วงกลางวัน และ 3) Hybrid ระบบผสมที่เชื่อมต่อไฟหลวงและมีแบตเตอรี่สำรองไว้ใช้ตอนกลางคืนหรือยามไฟดับ แต่ปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงและคืนทุนช้ากว่าระบบอื่น อ่านเพิ่มเติม: ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) มีกี่แบบ? เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและประหยัดไฟ\ อ่านเพิ่มเติม: ติดโซล่าเซลล์ต้องมีแบตไหม? มีแบตเตอรีแล้วคุ้มค่าหรือไม่\ อ่านเพิ่มเติม: ติดตั้งโซล่าเซลล์จะเลือกแบบไหนดี: สำรองไฟในแบตเตอรี VS ขายไฟคืนรัฐ\ คำนวณความคุ้มค่าและราคาของการติดแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน เพื่อหาจุดคืนทุน เรื่องที่ 3: ติดแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา คุ้มไหม ราคาเท่าไหร่ กี่ปีคืนทุน (อัปเดต พ.ศ. 2569) ใช้ไฟแบบไหน ติดหลังคาโซลาร์เซลล์แล้วคุ้ม? การติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อมุ่งหวังความคุ้มค่า นั่นหมายถึง “ต้องการลดการใช้ไฟจากการไฟฟ้า” ดังนั้นเราจะเน้นพูดถึงการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ระบบ On-Grid เป็นหลัก คือแปลงแสงแดดเป็นพลังงานไฟฟ้าใช้ ณ เวลานั้นๆ ซึ่งจะเหมาะกับบ้านที่มีการจ่ายค่าไฟตั้งแต่ 3,000 บาท/เดือนขึ้นไป โดยเน้นใช้ไฟกลางวันมากและมีการเปิดแอร์ตอนกลางวันเยอะ ซึ่งสำหรับบ้านพักอาศัยอาจคืนทุนได้ใน 4-6 ปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟ ค่าไฟเกิน 3,000 บาท แต่กลางวันใช้ไฟน้อย เก็บไฟในแบตเตอรีไว้ใช้กลางคืนดีไหม? หากบ้านของเรามีค่าไฟเกิน 3,000 บาท แต่ตอนกลางวันไม่ได้ใช้ไฟเยอะ ไม่มีการเปิดแอร์ อาจไม่คุ้มที่จะติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ ส่วนมุมมองที่ว่า อยากหันมาใช้ระบบ Hybrid มีแบตเตอรีสำรองไฟ แม้เวลากลางวันจะใช้ไฟฟ้าน้อยก็ไม่เป็นไร เราสำรองไว้ในแบตเตอรีเอาไว้ใช้ในเวลากลางคืนได้ ตรงนี้ต้องทราบก่อนว่าแม้ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ราคาแบตเตอรีจะลดลงมาบ้าง แต่ในภาพรวมก็นับว่าเป็นต้นทุนที่ยังค่อนข้างสูง ทำให้การใช้ไฟจากการไฟฟ้าในตอนกลางคืนดูคุ้มค่ากว่า ดังนั้นต่อให้เป็นบ้านที่เลือกใช้ระบบ Hybrid ก็ควรเน้นการใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ในช่วงกลางวันเยอะ ส่วนไฟฟ้าที่สำรองไว้ในแบตเตอรีควรเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมักจะเหมาะกับบ้านที่ไฟจากการไฟฟ้าจ่ายไฟได้ไม่สม่ำเสมอ เกิดการไฟดับบ่อย ขายไฟคืนภาครัฐ ช่วยให้คุ้มค่ามากขึ้นหรือไม่? หากติดตามข่าวสารจากการไฟฟ้า จะพบว่าบางช่วงเวลารัฐบาลประกาศรับซื้อไฟจากระบบหลังคาโซล่าเซลล์ตามบ้าน อย่างไรก็ตามการขายไฟคืนถือเป็นเพียง “ผลพลอยได้” เท่านั้น เนื่องจากราคารับซื้อคืนจะต่ำกว่าราคาค่าไฟที่เราจ่ายปกติ (และมักรับซื้อเฉพาะระบบ On-Grid) เน้นย้ำว่าความคุ้มค่าที่แท้จริงของการติด Solar Roof คือการดึงพลังงานมาใช้ทดแทนไฟหลวงในช่วงกลางวันให้ได้มากที่สุด ดังนั้นควรเน้นใช้ไฟตอนกลางวันเป็นหลัก ส่วนกลางคืนก็กลับไปใช้ไฟจากการไฟฟ้าตามปกติจะคุ้มค่าที่สุด (ณ ปัจจุบัน เมษายน 2569 ทางรัฐบาลไม่มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจาก Solar Rooftop ตามบ้านทั่วไป) อ่านเพิ่มเติม: ติดโซลาร์เซลล์บ้าน คุ้มไหม? ลดค่าไฟ ขายคืนได้\ อ่านเพิ่มเติม: ติดตั้งโซลาร์เซลล์จะเลือกแบบไหนดี: สำรองไฟในแบตเตอรี VS ขายไฟคืนรัฐ\ อินโฟกราฟิกโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน แสดงระบบ 1 เฟส 3 เฟส จำนวนแผง การใช้ไฟฟ้า และการประหยัดค่าไฟรายเดือน เรื่องที่ 4: แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ใช้ไฟฟ้าได้ขนาดไหน ประหยัดค่าไฟได้เท่าไหร่ ยกตัวอย่างแพ็กเกจจาก SCG Smart System Solution \ เทียบขนาดกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซล่าเซลล์ กับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า (หลอดไฟ, ตู้เย็น, ทีวี และแอร์ขนาด 9,000 BTU ประมาณ 5-6 ชม.) และค่าไฟที่ประหยัดได้ โดยประมาณ (ราคาแพ็กเกจแบบธรรมดา เริ่มต้น 3.72 kW ประมาณ 144,000 บ. แพ็กเกจพรีเมียม เริ่มต้น 3.75 kW ประมาณ 199,000 บ.) ระบบไฟฟ้า 1 เฟส ขนาด 3.75 kW แผงโซลาร์เซลล์ 6 แผง (ใช้พื้นที่ 12 - 17 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 1,700 - 2,200 บาท (ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 10 ดวง, ตู้เย็น 3 ตู้, ทีวี 3 เครื่อง, แอร์ 2 เครื่อง) ขนาด 5.00 kW แผงโซลาร์เซลล์ 8 แผง (ใช้พื้นที่ 16 - 22 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 2,300 - 2,900 บาท ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 10 ดวง, ตู้เย็น 3 ตู้, ทีวี 3 เครื่อง, แอร์ 3 เครื่อง ระบบไฟฟ้า 3 เฟส ขนาด 10.00 kW แผงโซลาร์เซลล์ 16 แผง (ใช้พื้นที่ 32 - 45 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 4,600 - 5,900 บาท (ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 25 ดวง, ตู้เย็น 4 ตู้, ทีวี 4 เครื่อง, แอร์ 8 เครื่อง) ขนาด 15.63 kW แผงโซลาร์เซลล์ 25 แผง (ใช้พื้นที่ 50 - 70 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 7,200 - 9,300 บาท (ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 30 ดวง, ตู้เย็น 5 ตู้, ทีวี 6 เครื่อง, แอร์ 12 เครื่อง) ขนาด 25.00 kW แผงโซลาร์เซลล์ 40 แผง (ใช้พื้นที่ 80 - 112 ตร.ม.) ประหยัดค่าไฟเดือนละ 11,600 - 14,900 บาท (ไฟฟ้าที่ใช้ได้: หลอดไฟ 35 ดวง, ตู้เย็น 7 ตู้, ทีวี 8 เครื่อง, แอร์ 19 เครื่อง) อ่านเพิ่มเติม: คำนวณค่าไฟและระยะเวลาคืนทุนโซลาร์เซลล์ด้วยตัวเอง: สูตร + ตัวอย่างจริง (อัปเดต 2569)\ อ่านเพิ่มเติม: ติดโซลาร์เซลล์ 3kW กับ 5kW ใช้อะไรได้บ้าง ประหยัดไฟบ้านกี่บาท? สรุปก่อนตัดสินใจติดตั้ง\ อ่านเพิ่มเติม: มีรถ EV ควรติดโซล่าเซลล์หรือไม่ กี่ kW?\ อ่านเพิ่มเติม: ติดโซล่าเซลล์บ้านคุ้มไหม งบประมาณเท่าไหร่ เลือกแบบไหนดี\ โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมภาพสื่อถึงเช็กลิสต์ก่อนติดตั้ง เช่น พฤติกรรมการใช้ไฟ ทิศทางหลังคา และระบบไฟ 1 เฟส 3 เฟส เรื่องที่ 5: 4 เช็กลิสต์ก่อนติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน หากกำลังมองหาเช็กลิสต์เพื่อประเมินว่าบ้านของเราเหมาะกับการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) หรือไม่นั้น เบื้องต้นเจ้าของบ้านสามารถพิจารณาได้จากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของเรา ลักษณะบ้าน อาคาร หลังคาที่ผู้ให้บริการติดตั้งแต่ละเจ้ากำหนดไว้ 1) พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ควรเป็นบ้านที่มีค่าไฟขั้นต่ำ 3,000 บาทต่อเดือน และมีการใช้ไฟในช่วงกลางวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น มีการเปิดแอร์อย่างน้อย 1 ตัว 2) ลักษณะบ้าน อาคารและทิศทางของหลังคา ยกตัวอย่างสำหรับหลังคาโซลาร์ SCG Solar Roof มีข้อกำหนดดังนี้ เป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรืออาคารที่มีความสูงไม่เกิน 3 ชั้น โครงสร้างหลังคาต้องแข็งแรงสมบูรณ์ หลังคาไม่อยู่ตำแหน่งที่มีเงาของตึกหรือต้นไม้บัง หลังคามีความชันไม่เกิน 35 องศา (โดยองศาที่รับแสงได้ดีที่สุดคือ 15 องศา) หันไปทางทิศใต้หรือทิศตะวันตกเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด 3) รายละเอียดของหลังคา ยกตัวอย่างสำหรับหลังคาโซลาร์ SCG มีข้อกำหนดดังนี้ หลังคาที่สามารถติดตั้งได้ พื้นดาดฟ้าคอนกรีต หลังคามุงกระเบื้องหลังคาคอนกรีต เซรามิก เมทัลชีท หลังคาที่ไม่สามารถติดตั้งได้ หลังคามุง Shingle Roof หลังคามุงกระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ ยกเว้นกรณีเป็นหลังคามุงหลังคากระเบื้องลอนคู่ จะสามารถติดตั้งได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับปรุงหลังคาด้วยวิธี Top Up Roof เท่านั้น 4) ไฟฟ้าในบ้านเราเป็นกี่เฟส และจะผลิตไฟจาก Solar Roof ได้สูงสุดกี่ kW ? ไม่ว่าเราจะใช้ไฟฟ้า 1 เฟส หรือ 3 เฟส ก็ติดตั้ง Solar Roof ได้ ซึ่งจะผลิตไฟฟ้าได้เท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจของผู้ให้บริการแต่ละเจ้า ยกตัวอย่างบริการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof ไฟฟ้า 1 เฟส แผงโซลาร์ 7 แผง ผลิตไฟได้ 3.15 kW แผงโซลาร์สูงสุด 11 แผง ผลิตไฟได้ 4.95 kW ไฟฟ้า 3 เฟส ใช้แผงโซลาร์ 12 แผง ผลิตไฟได้ 5.4 kW แผงโซลาร์สูงสุด 52 แผง ผลิตไฟได้ 23.4 kW เมื่อเราพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ครบถ้วนจนพอมองเห็นภาพ ก็สามารถติดต่อทีมติดตั้งเข้ามาสำรวจหน้างาน เพื่อตรวจสอบเชิงลึก เช่น ความแข็งแรงของโครงหลังคา ความเป็นไปได้ในการติดตั้ง รายละเอียดการใช้ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าในบ้าน รวมถึงและเสนอราคาแพ็กเกจที่เหมาะกับบ้านของเราอีกครั้ง อ่านเพิ่มเติม: อยากติดโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) เริ่มต้นยังไงดี? หลังคาเก่าติดโซล่าเซลล์ได้ไหม\ ภาพบ้านติดโซลาร์เซลล์บนหลังคา พร้อมสื่อถึงขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งกับหน่วยงานราชการ เช่น การไฟฟ้า เขต และ กกพ เพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องที่ 6: ทำไมถึงต้องขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ หรือ Solar Roof เป็นการนำอุปกรณ์ชิ้นใหญ่ไปติดตั้งบนหลังคา และที่สำคัญคือสำหรับระบบ On-Grid และ Hybrid จะมีการเชื่อมต่อกับไฟหลวง จึงนับว่ามีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างบ้านและระบบไฟฟ้าสาธารณะ ทำให้ต้องมีการควบคุมด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้ 1) ความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร แผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์มีน้ำหนักพอสมควร ทางภาครัฯฐจึงต้องให้มีการรับรองจากวิศวกรว่า โครงสร้างหลังคาเดิมแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักได้โดยไม่เสี่ยงต่อการทรุดตัวหรือถล่ม 2) ความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อระบบไฟบ้านเข้ากับสายส่งของการไฟฟ้า ต้องได้มาตรฐานเพื่อป้องกันเหตุไฟฟ้าลัดวงจร หรือป้องกันกระแสไฟฟ้าย้อนกลับเข้าไปในสายไฟหลวง ซึ่งอาจทำอันตรายต่อเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าที่กำลังซ่อมบำรุงสายไฟอยู่ได้ 3) การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า การไฟฟ้าจำเป็นต้องทราบข้อมูลว่ามีบ้านหลังไหนผลิตกระแสไฟฟ้าเข้า-ออกระบบบ้าง เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพของกระแสไฟฟ้าในภาพรวมไม่ให้เกิดปัญหาไฟตกหรือไฟกระชาก รวมไปถึงความถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน ดังนั้นจึงเป็นที่มาว่า การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตกับหน่วยงานราชการ 3 แห่ง ได้แก่ 1) การไฟฟ้า (ภาคนครหลวง หรือ ส่วนภูมิภาค) 2) ที่ทำการเขต และ 3) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้เวลา 3-6 เดือน โดยประมาณ ทั้งนี้แพ็กเกจติดตั้งของผู้ให้บริการบางราย อาจรวมขั้นตอนการขออนุญาตไว้ในแพ็กเกจด้วย ซึ่งเจ้าของบ้านสามารถสอบถามรายละเอียดการขออนุญาตอีกครั้งว่าครอบคลุมหน่วยงานทั้ง 3 นี้ครบถ้วนหรือไม่ ข้อควรระวังในการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน ที่ต้องตรวจสอบมาตรฐานให้ดีเพื่อป้องกันปัญหาหลังคารั่วและลดความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้ เรื่องที่ 7: ไขข้อข้องใจ ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์แล้ว หลังคารั่วไหม? เสี่ยงไฟไหม้หรือเปล่า? หากเจ้าของบ้านกังวลว่า ติดหลังคาโซล่าเซลล์แล้ว วันดีคืนดีจะเกิดปัญหาหลังคารั่วซึม หรือเลวร้ายกว่านั้นคือเกิดไฟไหม้อย่างที่ได้ยินตามข่าว ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจในรายละเอียดและการลดความเสี่ยงของปัญหาดังกล่าว 1) ติดตั้งไปแล้วแล้วจะเสี่ยงหลังคารั่วซึมหรือไม่ ในการยึดติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เข้ากับหลังคาบ้าน หากทำผิดวิธีหลังคาอาจรั่วซึมได้ซึ่งการแก้ปัญหาจะยุ่งยากมาก ดังนั้นควรลดความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนแรก คือการตรวจเช็กสภาพหลังคาก่อนติดตั้ง ต้องมั่นใจว่าหลังคาเดิมไม่มีรอยร้าวหรือจุดรั่ว หากพบปัญหาต้องมีการซ่อมแซมปรับปรุงหลังคาให้เรียบร้อยก่อน นอกจากนี้ทีมช่างผู้ให้บริการควรมีมาตรฐานการติดตั้งที่ดี ไม่เจาะยึดผิดวิธีจนทำให้เกิดการรั่วซึม โดยอาจเลี่ยงการเจาะหลังคาด้วยอุปกรณ์อื่นไม่ว่าจะเป็นการ ใช้ตะขอยึดพิเศษ ที่ออกแบบมาให้ติดตั้งได้แนบสนิทเพื่อป้องกันการเผยอของกระเบื้องจนเกิดเป็นช่องทางให้น้ำเข้าได้ หรือใช้ชุดกระเบื้องหลังคาที่ผลิตมายึดกับแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับกระเบื้องหลังคาแต่ละรุ่นโดยเฉพาะ 2) ติดตั้งไปแล้วจะเสี่ยงไฟไหม้หรือไม่ นอกจากจะต้องเลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ คุณภาพสูง ผ่านการรับรองจากการไฟฟ้า ตามรายชื่อในลิสต์มาตรฐานของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) แล้ว กล่องควบคุมระบบไฟฟ้าของหลังคาโซลาร์เซลล์รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้มาตรฐาน จะให้ดีควรเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือ ประกอบอย่างถูกต้องตามหลักการหรือได้รับการประกอบสำเร็จจากโรงงานที่มีการควบคุมคุณภาพอย่างดี และนำมาติดตั้งหน้างานโดยช่างที่มีความรู้ความชำนาญด้านไฟฟ้าโดยตรง รวมถึงมีการออกแบบระบบการต่อแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาอย่างเหมาะสมปลอดภัย เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลได้สะดวก กระจายแรงดันเหมาะสม ไม่ไหลไปรวมกันที่แผงใดแผงหนึ่งจนเกิดความร้อนสะสมมากเกินไป อ่านเพิ่มเติม: วิศวกร SCG ตอบให้ ติดโซลาร์เซลล์ ยังไงหลังคาไม่รั่ว ไม่พัง\ อ่านเพิ่มเติม: ติดโซลาร์เซลล์อย่างไรไม่กลัวไฟไหม้? เลือกบริษัทติดตั้งโซลาร์เซลล์บ้านให้ปลอดภัย สบายใจยาวๆ\ ทีมช่างมืออาชีพ SCG ลงพื้นที่ติดตั้งระบบหลังคาโซล่าเซลล์ (Solar Roof) สื่อถึงการเลือกบริษัทติดตั้ง Solar Roof ที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และมีคุณภาพ เรื่องที่ 8: เลือกบริษัทติดตั้ง Solar Roof ให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย เพื่อให้การลงทุนติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ เป็นไปอย่างคุ้มค่า ปลอดภัย และใช้งานได้ราบรื่นในระยะยาว เจ้าของบ้านควรเลือกผู้ให้บริการจากทีมงานและบริษัทที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน โดยพิจารณารายละเอียดดังต่อไปนี้ 1) มีการประเมินความเหมาะสมก่อนติดตั้ง ควรมีทีมงานลงพื้นที่สำรวจหน้างาน และวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ไฟในบ้าน เพื่อแนะนำขนาดแพ็กเกจที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับการลงทุน มีการคำนวณโครงสร้างหลังคาโดยวิศวกร เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรับน้ำหนักแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ได้ตลอดอายุการใช้งาน 2) เชี่ยวชาญด้านงานหลังคา มีวิศวกรที่ดูแลทั้งเรื่องโครงสร้างหลังคาและระบบไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์ให้ปลอดภัย ได้มาตรฐาน มีเทคนิคการติดตั้งยึดแผงโซลาร์เข้ากับหลังคาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึมในระยะยาว 3) ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ประกอบติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญ อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องได้มาตรฐาน ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ รวมถึงอุปกรณ์สำคัญที่มองข้ามไม่ได้ คือ "กล่องควบคุมไฟ" ต้องประกอบโดยช่างผู้ชำนาญที่มีใบรับรอง มีการออกแบบระบบไฟฟ้าสำหรับหลังคาโซล่าเซลล์ทั้งระบบอย่างถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัย 4) ในแพ็กเกจรวมบริการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์แบบครบวงจร เพื่อความสะดวก แนะนำให้เจ้าของบ้านเลือกบริษัทที่รับจบเรื่องเอกสาร รวบรวมแบบไฟฟ้า แบบวิศวกรรมโยธา ที่มีวิศวกรเซนต์รับรอง รวมถึงเอกสารอื่นๆ ที่ต้องใช้ และดำเนินการขออนุญาตติดตั้งกับหน่วยงานรัฐให้ครบทั้ง 3 แห่ง (สำนักงานเขต/อบต., กกพ., และการไฟฟ้าฯ) 5) บริการหลังการขายและการรับประกัน สามารถติดต่อได้ง่ายเมื่อเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยในการใช้งาน และมีเงื่อนไขการรับประกันที่ชัดเจนเหมาะสม ทั้งตัวอุปกรณ์และงานติดตั้ง มีบริการดูแลรักษา ล้างแผง ตรวจสอบระบบรายปีตามความเหมาะสม อ่านเพิ่มเติม: ชี้ชัด!! ทำไมต้องเลือกบริษัทติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ\ อ่านเพิ่มเติม: วิศวกร SCG ตอบให้ ติดโซลาร์เซลล์ ยังไงหลังคาไม่รั่ว ไม่พัง\ การดูแลรักษาแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา ด้วยการทำความสะอาดและตรวจสอบระบบเป็นประจำทุกปี เรื่องที่ 9: ติดหลังคาโซล่าเซลล์ไปแล้ว ต้องดูแลรักษาอย่างไร การดูแลระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพียงแค่ทำการ “ล้างแผงและตรวจสอบระบบเป็นประจำทุกปี” ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นการบริการหลังการขายจากผู้ติดตั้ง ยกตัวอย่าง SCG Solar Roof จะมีบริการดูแลตรวจสอบระบบและล้างทำความสะอาดแผงโซล่าเซลล์ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปีละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องสูงสุด 5 ปี ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ โดยจะมีการเช็กระบบตามมาตรฐานกว่า 30 รายการ เช่น การตรวจสอบจุดขันแน่นของสายไฟ และสภาพความพร้อมของแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ในส่วนการทำงานของระบบ เจ้าของบ้านสามารถเช็กผ่าน แอปพลิเคชัน โดยทีมงานส่วนกลางของ SCG จะช่วยมอนิเตอร์การผลิตไฟ หากพบความผิดปกติ จะแจ้งลูกค้าและดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ระบบใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง อ่านเพิ่มเติม: 13 ถามบ่อย ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี (SCG Solar Roof)\ อ่านเพิ่มเติม: รีวิวติดตั้ง SCG Solar Roof: เปิดแอร์กลางวัน ไม่หวั่นค่าไฟ ลดค่าใช้จ่ายได้จริง\ คำถามพบบ่อย FAQ 1) ติดโซลาร์เซลล์บ้าน กับ โรงงาน ต่างกันอย่างไร? ในแง่ขนาดและกำลังการผลิต บ้านพักอาศัย มักติดตั้งขนาด 3–20 kWp โดยเน้นลดค่าไฟรายเดือนในส่วนของเครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ในขณะที่อาคาร/โรงงานอาจติดตั้งขนาดตั้งแต่ 100 kWp ไปจนถึงระดับ MWp (เมกะวัตต์) ซึ่งต้องคำนวณโครงสร้างหลังคาอย่างละเอียดมากขึ้น เนื่องจากแผงโซลาร์จำนวนมากมีน้ำหนักมหาศาล และมักมีการติดตั้งในลักษณะ Solar Farm บนหลังคาหรือโรงจอดรถ ในแง่ผลประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนจากภาครัฐ บ้านพักอาศัยมีโอกาสในการขายไฟคืนในโครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" (หากมีการผลิตเหลือ และเป็นช่วงเวลาที่ภาครัฐฯ รับซื้อค่าไฟจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน) รวมถึงการลดค่าไฟโดยใช้มิเตอร์ TOU (Time of Use) เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด ในขณะที่อาคาร/โรงงาน สามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก BOI เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรที่ได้จากการดำเนินงาน ซึ่งช่วยให้ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) สั้นลง ในแง่เป้าหมายทางธุรกิจและความยั่งยืน เป้าหมายหลักสำหรับบ้านคือการลดรายจ่าย แต่สำหรับธุรกิจ (โดยเฉพาะองค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก) การติดโซลาร์เซลล์คือกลยุทธ์ยกระดับองค์กรสู่ความยั่งยืน (ESG) การลด Carbon Footprint เพื่อมุ่งสู่ Net Zero จะช่วยเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยพิเศษ (Green Loan หรือ หุ้นกู้สีเขียว) และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกเมื่อต้องรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น ภาษีคาร์บอน (CBAM) นอกจากนี้ การมีภาพลักษณ์องค์กรรักษ์โลกที่ชัดเจน ยังช่วยดึงดูดคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพให้อยากมาร่วมงาน 2) วันที่ฝนตก เมฆครึ้ม หรือช่วงฤดูฝน โซลาร์เซลล์ยังผลิตไฟฟ้าได้ไหม? แผงโซลาร์เซลล์ทำงานโดยอาศัย "ความเข้มของแสงสว่าง" ไม่ใช่ความร้อน ดังนั้นแม้จะเป็นวันที่เมฆครึ้ม แดดร่ม หรือมีฝนตก แผงก็ยังคงรับแสงและผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แต่ประสิทธิภาพจะน้อยกว่าช่วงที่แดดจัด ซึ่งหากเป็นระบบ On-Grid ระบบจะสลับไปดึงไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเข้ามาเสริมส่วนที่ขาดโดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถใช้ไฟในบ้านได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้สำหรับหลังคาบ้านที่โดนแสงแดดไม่สม่ำเสมอ มีเมฆบังบ่อย หรือมีเงาต้นไม้พาดผ่าน แนะนำให้เลือกใช้ ไมโครอินเวอร์เตอร์ (Microinverter) ซึ่งจะแยกการทำงานอิสระแบบ "แผงต่อแผง" หากมีแผงไหนโดนเมฆบังหรือแสงเบาลง แผงอื่นๆ จะยังคงผลิตกระแสไฟฟ้าเต็มประสิทธิภาพตามปกติ ต่างกับอินเวอร์เตอร์ทั่วไป (String Inverter) ซึ่งหากโดนเงาเมฆบัง เพียงจุดเดียว ประสิทธิภาพของแผงอื่นๆ จะลดลงตามทั้งหมด 3) ควรเลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์แบบไหนดีที่สุด? ปัจจุบันแผงโซลาร์เซลล์ที่นิยมใช้หลักๆ มี 2 ชนิด คือ Monocrystalline และ Polycrystalline โดยแบบ Monocrystalline จะมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงกว่า ทนความร้อนได้ดี และใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยกว่า นอกจากชนิดของแผงแล้ว ควรเลือกใช้แผงที่ได้รับการจัดอันดับเป็น Tier 1 ซึ่งหมายถึงผู้ผลิตที่มีความมั่นคงทางการเงินสูง ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและการรับประกันที่ยาวนานถึง 25 ปี 4) การรับประกันระบบโซลาร์เซลล์ที่ได้มาตรฐาน ควรครอบคลุมอะไรบ้าง และรับประกันกี่ปี? โดยทั่วไป ระบบโซลาร์เซลล์ที่ได้มาตรฐานมักจะมีการรับประกันดังนี้ รับประกันประสิทธิภาพแผงโซลาร์เซลล์ (Performance Warranty): นานถึง 25 ปี (โดยรับประกันว่าประสิทธิภาพการผลิตไฟจะไม่ต่ำกว่า 80-84% เมื่อถึงปีที่ 25) รับประกันตัวแผงและวัสดุ (Product Warranty): 12-15 ปี รับประกันอินเวอร์เตอร์ (Inverter Warranty): 5-10 ปี (บางแบรนด์สามารถซื้อประกันเพิ่มได้) รับประกันงานติดตั้ง (Installation/Workmanship Warranty): 1-2 ปี โดยครอบคลุมเรื่องน้ำรั่วซึมและระบบสายไฟ ดังนั้น การเลือกผู้ติดตั้งจากบริษัทที่มั่นคง ไว้ใจได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญซึ่งช่วยให้เจ้าของบ้านมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลตลอดอายุสัญญาที่ยาวนาน 5) ซื้อแผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์มาติดตั้งเองได้หรือไม่? กรณีติดตั้งเป็น Solar Roof ระบบ On-Grid หรือ Hybrid ซึ่งเชื่อมต่อระบบกับไฟจากการไฟฟ้า เพื่อเน้นแบ่งเบาค่าไฟจากแอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในบ้าน ควรให้ใช้บริการบริษัทมืออาชีพเพื่อความปลอดภัยได้มาตรฐาน ทั้งด้านโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า การรับประกัน และความสะดวกในการดำเนินการขออนุญาตกับการไฟฟ้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย ในทางกลับกัน หากเป็นระบบ Off-Grid ขนาดเล็กและไม่เชื่อมต่อกับไฟจากการไฟฟ้า เช่น ไฟในสวนหรือปั๊มน้ำเกษตร ก็อาจพิจารณาซื้ออุปกรณ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานมาให้ช่างไฟที่มีความรู้ความชำนาญในการติดตั้ง (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ติดตั้งโซลาร์เซลล์เอง มีแนวทางอย่างไร) 6) ตัวอย่างบ้านที่เคยติดโซลาร์เซลล์ไปแล้ว ใช้ไฟฟ้ากันอย่างไร? ลดค่าไฟจริงแค่ไหน? รีวิวตัวอย่างที่ 1: บ้านพักอาศัย 2 หลัง >บ้านเป็น 2 หลัง ได้แก่ “บ้านไม้ 2 ชั้น” เปิดแอร์ตั้งแต่ 22:00 น. จนถึง 15:00 น.ของวันถัดไป อีกหลังหนึ่งคือ “บ้านชั้นเดียว” ซึ่งรับความร้อนจากหลังคาโดยตรง ด้วยสถานการณ์ที่ต้อง work From Home บ่อยขึ้น และเลี้ยงแมวหลายตัว แม้จะติดฉนวนกันความร้อนบนฝ้าเพดาน ร่วมกับฝ้าชายคาแบบมีช่องระบายความร้อนแล้ว แต่บ้านก็ยังร้อนมากจนต้องเปิดแอร์ช่วงกลางวันนานขึ้น บิลค่าไฟจึงพุ่งตาม >หลังจากติดตั้ง Solar Roof แพ็กเกจ Smart ขนาด 4.95 กิโลวัตต์ ก็สามารถเปิดแอร์ 24000 BTU จำนวน 2 ตัว วันละ 20 ชม. ได้สบายใจไม่ต้องกังวลเรื่องค่าไฟ ซึ่งมองว่าคุ้มค่ามาก เพราะนอกจากจะเย็นสบายแล้ว ยังลดความเสี่ยงการเกิด Heat Stroke ของแมวด้วย ตัวเลขบิลค่าไฟเดิม 8,000 บาท ลดเหลือ 6,800 บาท โดยประมาณ (ลดลงไม่ถึง 25% เนื่องจากเปิดแอร์ช่วงกลางคืนนาน ในขณะที่โซลาร์เซลล์บนหลังคาช่วยลดค่าไฟเฉพาะช่วงกลางวัน) คลิกอ่านบทความฉบับเต็ม รีวิวตัวอย่างที่ 2: ออฟฟิศออกแบบรับสร้างบ้าน หจก. บ้านรักษ์ ลำปาง >เน้นใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวันเป็นหลัก ค่าไฟรายเดือนจากปกติจะเกิน 10,000 บาท แต่หลังจากติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ ค่าไฟลดลงเหลือประมาณ 4,000-5,000 บาท นับว่าคุ้มค่ามากจนรู้สึกได้ว่า น่าจะติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ตั้งนานแล้ว (ดู VDO ฉบับเต็มได้ด้านล่าง) รีวิวตัวอย่างที่ 3: บ้านพักที่มีส่วนห้องทำงาน Sound Engineering >งานด้าน Sound Engineer มีอุปกรณ์ที่ต้องใช้เยอะ และต้องเปิดแอร์หลายห้องในตอนกลางวัน ค่าไฟเฉลี่ยเดือนละ 6,000-8,000 บาท จึงอยากติด Solar Roof เพื่อแบ่งเบาภาระค่าไฟตรงนี้ หลังติดตั้งหลังคาโซล่าเซลล์แล้วรู้สึกมั่นใจกับการใช้ไฟมากขึ้น เวลาที่ลูกชายกลับมาถึงบ้าน ก็สามารถเปิดแอร์ได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลว่าจะเปลืองไฟในช่วงเวลาที่ยังมีแสงอาทิตย์ (ดู VDO ฉบับเต็มได้ด้านล่าง) คลิกดู VDO\ คลิปเดียวจบ ระบบโซลาร์เซลล์ สำหรับบ้านพักอาศัย ดูก่อนตัดสินใจ!! คลิกดู VDO\ หลังคาโซลาร์ เอสซีจี (SCG Solar Roof) พร้อมบริการครบวงจร | SCG Solar Roof Solutions คลิกดู VDO\ 10 คำถามถามบ่อย | หลังคาโซลาร์เซลล์ SCG Solar Roof Solutions พร้อมบริการครบวงจร คลิกดู VDO\ รีวิว ระบบหลังคาโซลาร์ เอสซีจี พร้อมบริการครบวงจร | SCG Solar Roof Solutions ใช้บริการติดโซล่าเซลล์ กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ ด้วยมาตราฐานการติดตั้ง และบริการหลังการขายที่วางใจได้ โดยบริการติดหลังคาโซล่ากับทาง SCG จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจสุขภาพหลังคา ออกแบบ ติดตั้ง บริการหลังการขาย รับประกันแผงและประสิทธิภาพการผลิตไฟสูงสุด 30 ปี โดยภายในบริการจะประกอบด้วย Roof Health Check ตรวจเช็คสภาพหลังคา พร้อมโซลูชันแก้ทุกปัญหาก่อนติดตั้ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด Optimized Design ออกแบบระบบโซลาร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นไปตามมาตรฐานด้านวิศวกรรม Professional Installation ติดตั้งโดยทีมช่าง มืออาชีพ หมดกังวลกับปัญหาหลังคารั่วซึม Solar Permitting Process ดำเนินการเรื่องเอกสาร ขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟกับภาครัฐ ตลอดทั้งกระบวนการ Excellence Customer Care Service บริการดูแลหลังการขายครบวงจร พร้อมติดตามประสิทธิภาพการทํางานของระบบโซลาร์ ต้องการติดตั้งโซล่าร์กับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าที่เป็นค่าสำรวจโซล่าร์เซลล์ผ่านเวบไซต์ SCGHOME.COM จองวันที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจ และชำระเงินค่าสำรวจ เมื่อสำรวจแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะจัดส่งใบสำรวจ พร้อมใบเสนอราคาให้ลูกค้า ลูกค้าชำระค่าบริการตามใบเสนอราคา หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะเข้าติดตั้งตามวันที่นัดหมาย สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความโดย: ข้อมูลนี้จัดทำโดย หน่วยงาน SCG Home Online ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแล E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้คำปรึกษา ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเลือกใช้วัสดุต่างๆ เพื่อการทำบ้าน รวมถึงโซลูชั่นเรื่องบ้านต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญ
รีวิวปรับปรุงทางเดินสวนครัวหลังบ้าน พื้นที่ 10 ตร.ม. ให้เดินง่ายปลอดภัย สวยงามสะอาดตา ด้วยกระเบื้องคอนกรีตปูพื้น เอสซีจี รุ่นแสตมป์ เพฟ ลายปารีส ออกแบบ ซื้อวัสดุ และปูพื้นทางเดินด้วยตนเอง ในงบประมาณ 7 พันบาท ประเด็นสำคัญ พื้นที่ทางเดินสวนครัวหลังบ้านเป็นดินอัดแน่น ซึ่งถึงแม้ดินจะแข็งดีเดินไม่ยวบแล้ว แต่เวลาฝนตกหรือรดน้ำต้นไม้ก็เฉอะแฉะ ทำให้ลื่นจนเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ จึงอยากปรับปรุงด้วยการปูแผ่นทางเดินด้วยกระเบื้องคอนกรีต ด้วยพื้นที่ประมาณ 10 ตร.ม. จึงตัดสินใจปูกันเอง โดยเริ่มจากวัดพื้นที่หน้างานและออกแบบลายกระเบื้องคอนกรีตตามที่ต้องการ เพื่อคำนวณวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ได้อย่างถูกต้อง เบ็ดเสร็จแล้ว ประมาณ 7 พันบาท (ยังไม่รวมค่าขนส่ง) เคลียร์พื้นที่และทำความสะอาด และติดตั้งตามขั้นตอน ใช้กำลังคน 3 คนก็ปูเสร็จได้ใน 1 วัน พื้นที่หลังบ้านใช้ปลูกผักสวนครัวที่คุณพ่อคุณแม่วัยเกษียณมักออกมาใช้งานบ่อยๆ ทางเดินที่ยังคงเป็นดินอัดแน่นที่ถึงแม้แข็งดีเดินไม่ยวบแล้ว แต่เวลาฝนตกหรือรดน้ำต้นไม้ก็เฉอะแฉะ และทำให้ลื่นจนเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ จึงต้องการปรับปรุงใหม่ให้เดินสบาย ปลอดภัย และสะอาดสะอ้านมากขึ้น จึงตัดสินใจเลือกใช้กระเบื้องคอนกรีต เอสซีจี\ปูบนดินเดิมเลย เพราะพื้นดินเดิมใช้งานมานานหลายปีไม่ทรุดตัวแล้ว อีกทั้งกระเบื้องคอนกรีตมีความหนา 3.5 ซม. แข็งแรง ทนทาน ไม่แตกหักง่าย เหมาะกับการใช้งานภายนอก ที่สำคัญคือพื้นผิวไม่ลื่น และมีหลายรุ่นให้เลือก ลวดลายสวยงามเสมือนหินธรรมชาติ หากต้องการปรับปรุงพื้นที่ใหม่ก็สามารถรื้อเปลี่ยนได้ง่าย พื้นที่ทางเดินสวนครัวหลังบ้าน 10 ตร.ม. ภาพ: พื้นที่ทางเดินสวนครัวหลังบ้าน 10 ตร.ม. ออกแบบและเตรียมกระเบื้องคอนกรีต เอสซีจี รุ่นแสตมป์ เพฟ ลายปารีส พร้อมวัสดุปูพื้น ด้วยความที่พื้นที่ไม่มาก จึงเลือกปูกันเอง โดยเริ่มจากวัดพื้นที่ทางเดินสวนครัวหลังบ้านก่อน เพื่อนำมาออกแบบจัดวางแผ่นกระเบื้องคอนกรีตตามลวดลายที่ต้องการ และคำนวณวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ได้อย่างถูกต้อง พื้นที่โดยประมาณ กว้าง 1.50 เมตร ยาว 7.20 เมตร เลือกใช้กระเบื้องคอนกรีตปูพื้น เอสซีจี รุ่นแสตมป์ เพฟ\ ลายปารีส สีดำสลับสีเทาอ่อน แล้วโรยหินแม่น้ำสีขาว เน้นให้ทางเดินดูสว่างเห็นชัดเจน วัสดุทั้งหมดที่ต้องใช้พร้อมราคามีดังนี้ กระเบื้องคอนกรีต เอสซีจี รุ่นแสตมป์เพฟ ลายปารีส สีดำ 20 แผ่น และสีเทาอ่อน 20 แผ่น รวมราคา 3,880 บาท ขอบคันหินเล็กทรงมน เอสซีจี ขนาด 11X20X50 ซม. สีเทา 4 ก้อน รวมราคา 320 บาท แผ่น Geotextile ขนาด 2x10 เมตร ราคา 760 บาท หินแม่น้ำสีขาว เบอร์ 2 จำนวน 21 ถุง รวมราคา 840 บาท ทราย จำนวน 15 ถุง รวมราคา 450 บาท น้ำยาเคลือบเงาผิวคอนกรีต เอสซีจี 3.4 ลิตร 1 กระป๋อง ราคา 799 บาท รวมราคาวัสดุ 7,049 บาท (ยังไม่รวมค่าขนส่ง) วัดพื้นที่ทางเดินก่อนเพื่อออกแบบตามที่ต้องการและสั่งของ ภาพ: วัดพื้นที่ทางเดินก่อนเพื่อออกแบบตามที่ต้องการและสั่งของ กระเบื้องคอนกรีต รุ่นแสตมป์เพฟ ลายปารีส ภาพ: กระเบื้องคอนกรีต รุ่นแสตมป์เพฟ ลายปารีส สีดำ และสีเทาอ่อน ขอบคันหินเล็กทรงมน เอสซีจี ภาพ: ขอบคันหินเล็กทรงมน เอสซีจี และหินแม่น้ำเบอร์ 2 น้ำยาเคลือบเงาผิวคอนกรีต เอสซีจี ภาพ: น้ำยาเคลือบเงาผิวคอนกรีต เอสซีจี ขั้นตอนการปูกระเบื้องคอนกรีต เอสซีจี 1. เคลียร์พื้นที่และทำความสะอาด เคลียร์พื้นที่ทางเดินให้โล่ง เอาบล็อกตัวหนอนเดิมออก ฉีดล้างบล็อกกระถางต้นไม้ด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง\ และปรับพื้นดินให้ได้ระดับ หากมีหินหรือดินก้อนใหญ่ที่ไม่สามารถตบอัดได้ ต้องเอาออก เคลียร์พื้นที่ ทำความสะอาด และบดอัดดินให้ได้ระดับ ภาพ: เคลียร์พื้นที่ ทำความสะอาด และบดอัดดินให้ได้ระดับ 2. ขุดดินวางขอบคันหิน ขอบคันหินสูง 20 ซม. จึงต้องขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 15 ซม. สำหรับวางขอบคันหินตามแนวพื้นที่ที่ได้ออกแบบไว้ เพื่อให้ได้ระดับพอดีกับพื้นผิวกระเบื้องคอนกรีต ซึ่งมีทรายปรับระดับหนาประมาณ 1.5 ซม. และกระเบื้องคอนกรีต เอสซีจี รุ่นแสตมป์เพฟ ลายปารีส หนา 3.5 ซม. (รวมความหนาชั้นทรายและกระเบื้องคอนกรีตอยู่ที่ 5 ซม.) โดยใช้เครื่องวัดระดับน้ำช่วยจับระดับขอบคันหินให้เรียบตรงสม่ำเสมอ ขุดดินวางขอบคันหิน ภาพ: ขุดดินวางขอบคันหิน และใช้เครื่องวัดระดับน้ำช่วยปรับระดับ ขอบคันหินและอุปกรณ์เสริม\ 3. ปูแผ่น Geotextile แผ่น Geotextile มีหน้าที่ช่วยป้องกันไม่ให้ทรายไหล และไม่ให้หญ้าหรือวัชพืชขึ้นมา โดยต้องปูแผ่น Geotextile ให้ขอบเลยออกมาจากพื้นที่ที่จะปูพื้นกระเบื้องคอนกรีตประมาณ 30 ซม. ดึงให้เรียบตึง ปูแผ่น Geotextile ภาพ: ปูแผ่น Geotextile ให้เรียบตึง แผ่น Geotextile\ 4. เททรายปรับระดับพื้นและขึงเชือกวางแนวปูกระเบื้อง เททรายปรับระดับพื้นสูงประมาณ 1.5-2 ซม. ช่วยให้ปรับระดับได้ง่าย และเผื่อการตบอัดทรายให้แน่น จากนั้นขึงเชือกเป็นแนวกว้าง 0.80 เมตร (ยึดระยะกึ่งกลางพื้นที่ปู) จะเหลือขอบด้านข้างไว้โรยหินแม่น้ำ เททรายปรับระดับพื้น ภาพ: เททรายปรับระดับพื้นและขึงเชือกแนวปูกระเบื้อง 5. ปูกระเบื้องคอนกรีตตามการออกแบบ ปูแผ่นกระเบื้องคอนกรีต เอสซีจี รุ่นแสตมป์เพฟ ตามแนวเชือกที่ขึงไว้ ในระหว่างการปูกระเบื้องแต่ละแผ่นให้ปรับระดับพื้นและตบอัดทรายให้แน่น ใช้ค้อนยางเคาะหน้ากระเบื้องและขอบซ้ายขวาให้ตรงเป็นแนวเดียวกัน จากนั้นลองเดินเช็กความเรียบร้อย หากพบว่าพื้นยุบหรือมีกระเบื้องกระเดิดก็ยกปรับใหม่เฉพาะแผ่น ปูกระเบื้องตามการออกแบบ ภาพ: ปูกระเบื้องตามการออกแบบ ใช้ค้อนยางช่วยเคาะหน้ากระเบื้องให้แน่นและตรงเป็นแนวเดียวกัน 6. ทำความสะอาดผิวหน้ากระเบื้องแล้วโรยหินแม่น้ำเก็บขอบ ใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นทรายที่ผิวหน้ากระเบื้องคอนกรีตออก แล้วโรยหินแม่น้ำสีขาว เบอร์ 2 เก็บขอบให้เรียบร้อย ทำความสะอาดกระเบื้องแล้วโรยหินแม่น้ำ ภาพ: ทำความสะอาดผิวหน้ากระเบื้องแล้วโรยหินแม่น้ำเก็บขอบ 7. ทาน้ำยาเคลือบเงาผิวคอนกรีต ทาน้ำยาเคลือบเงาผิวคอนกรีต เอสซีจี ใช้ทาได้ทันทีไม่ต้องผสมน้ำ กลิ่นไม่ฉุน ทาง่าย นอกจากช่วยให้ผิวกระเบื้องคอนกรีตมันเงาแล้ว ยังช่วยลดปัญหาเชื้อรา และตะไคร่น้ำด้วย โดยหลังจากน้ำยาแห้งดีแล้ว ประมาณ 24 ชั่วโมง จึงพร้อมใช้งาน พื้นผิวก็ไม่ลื่นเมื่อเปียกน้ำ ทาน้ำยาเคลือบเงาผิวคอนกรีต เอสซีจี ภาพ: ทาน้ำยาเคลือบเงาผิวคอนกรีต เอสซีจี น้ำยาเคลือบเงาผิวคอนกรีต เอสซีจี\ พื้นทางเดินสวนครัวหลังบ้าน ภาพ: พื้นทางเดินสวนครัวหลังบ้านสวยสะอาดตา เดินปลอดภัย น่าใช้งานมาก ทางเดินสวนหลังบ้านพื้นที่ประมาณ 10 ตร.ม. ใช้คน 3 คนช่วยกันปู วันเดียวก็เสร็จเรียบร้อย รอน้ำยาเคลือบผิวแห้งก็พร้อมใช้งาน ทั้งภูมิใจและดีใจที่พ่อกับแม่ก็ชอบ ด้วยลวดลายของกระเบื้องคอนกรีต เอสซีจี รุ่นแสตมป์เพฟ สวยงามเสมือนหินธรรมชาติ แข็งแรงทนทานเหมาะกับการใช้งานภายนอก ที่สำคัญเดินง่าย ปลอดภัย เพราะพื้นผิวไม่ลื่น พ่อแม่วัยเกษียณจะออกมาทำสวนปลูกต้นไม้อีกกี่รอบก็หายห่วง กระเบื้องคอนกรีตปูพื้น เอสซีจี รุ่นแสตมป์ เพฟ\ บริการปูพื้นไม้เทียม บล็อกปูพื้น\ > - อ่านเพิ่มเติม: รีวิว ปูกระเบื้องลอนดอนเป็นทางเดินหลังบ้าน งบ 4 พันนิด ๆ\ > - อ่านเพิ่มเติม: 5 เหตุผลน่าใช้ บล็อกปูพื้น และกระเบื้องคอนกรีตปูพื้น\ เลือกซื้อสินค้าและบริการพร้อมติดตั้ง กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้บริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความนี้จัดทำโดย หน่วยงาน SCG Home Online ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแล E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้คำปรึกษา ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเลือกใช้วัสดุต่างๆ เพื่อการทำบ้าน รวมถึงโซลูชั่นเรื่องบ้านต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้าน และเรื่องวัสดุก่อสร้าง สงวนลิขสิทธ์การคัดลอก เผยแพร่ และทำซ้ำ
บ้าน 2 ชั้นกับบ้าน 3 ชั้นควรใช้ปั๊มน้ำกี่วัตต์? รู้จักวิธีเลือกขนาดปั๊มน้ำให้เหมาะกับจำนวนชั้น จุดใช้น้ำ และจำนวนสมาชิกในบ้าน เพื่อให้น้ำแรงพอดีและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นสำคัญ ปั๊มน้ำทำหน้าที่เพิ่มแรงดันและส่งน้ำไปยังจุดใช้งานต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น ฝักบัว ก๊อกอ่างล้างหน้า ก๊อกอ่างล้างจาน เครื่องซักผ้า จึงควรเลือกปั๊มน้ำให้มีขนาดเหมาะสมกับการใช้งาน การเลือกปั๊มน้ำให้เหมาะกับบ้าน ไม่ได้ดูที่จำนวนชั้นของบ้านเพื่อทราบกำลังวัตต์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาเรื่องอื่นร่วมด้วย เพื่อให้มีอัตราการไหลและแรงดันน้ำเหมาะสมกับการใช้งานจริง ได้แก่ ระดับความสูงที่ต้องส่งน้ำ จำนวนจุดใช้น้ำและการใช้งานพร้อมกัน ขนาดและความยาวของท่อ รวมถึงวาล์วหรือก๊อกของอุปกรณ์ปลายทาง บ้านพักอาศัย 2 ชั้น ที่มีสมาชิก 3–5 คน โดยทั่วไปจะเลือกใช้ปั๊มน้ำขนาด 150–250 วัตต์ ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดใช้น้ำและรูปแบบระบบประปาของบ้าน บ้าน 3 ชั้นที่มีความสูงเพิ่มขึ้น ทำให้ปั๊มน้ำต้องสร้างแรงดันมากขึ้นเพื่อส่งน้ำไปยังชั้นบน สามารถเลือกใช้ปั๊มน้ำขนาด 250–400 วัตต์ หรือมากกว่าได้ การเลือกขนาดปั๊มน้ำ\หรือปั๊มน้ำอัตโนมัติสำหรับบ้านพักอาศัย ไม่ได้พิจารณาจากจำนวนชั้นของบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีปัจจัยอื่นประกอบการเลือกใช้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น จำนวนสมาชิก จำนวนจุดใช้น้ำ ลักษณะการเดินท่อ ขนาดท่อ และระยะทางจากปั๊มน้ำไปยังจุดใช้น้ำที่แตกต่างกันด้วย ปัจจัยสำคัญในการเลือกขนาดปั๊มน้ำสำหรับบ้าน ปั๊มน้ำ\ทำหน้าที่เพิ่มแรงดันและส่งน้ำไปยังจุดใช้งานต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น ฝักบัว ก๊อกอ่างล้างหน้า ก๊อกอ่างล้างจาน เครื่องซักผ้า หากปั๊มน้ำมีขนาดเล็กเกินไป เมื่อเปิดใช้น้ำพร้อมกันหลายจุด อาจเกิดปัญหาน้ำไหลเบาหรือแรงดันไม่เพียงพอ โดยเฉพาะบ้านที่มีหลายชั้น แต่หากเลือกปั๊มน้ำที่มีกำลังสูงเกินความจำเป็น ก็ไม่ได้หมายความว่าน้ำจะไหลดีขึ้นเสมอไป และอาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของวาล์วน้ำในจุดต่าง ๆ ได้ ดังนั้น จึงควรเลือกปั๊มน้ำที่มีอัตราการไหลและแรงดันน้ำเหมาะสมกับการใช้งานจริง โดยพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1. ระดับความสูงที่ต้องส่งน้ำ ยิ่งบ้านมีความสูงตามจำนวนชั้นที่มากขึ้น ปั๊มน้ำก็ต้องส่งน้ำขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้น ทำให้ต้องพิจารณาแรงดันที่ปั๊มสามารถสร้างได้ จึงควรดูที่ ระยะส่ง หรือ ค่า Head ของปั๊ม นอกเหนือจากกำลังวัตต์ด้วย เพราะปั๊มน้ำที่มีกำลังเท่ากันอาจมีประสิทธิภาพในการส่งน้ำแตกต่างกันได้ 2. จำนวนจุดใช้น้ำและการเปิดใช้งานพร้อมกัน บ้านที่มีห้องน้ำหลายห้องไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ปั๊มขนาดใหญ่เสมอไป สิ่งสำคัญคือพิจารณาว่า มีโอกาสเปิดใช้น้ำพร้อมกันกี่จุด ตัวอย่างเช่น บ้านมีห้องน้ำ 3 ห้อง แต่สมาชิกในบ้านมักใช้ทีละห้อง อาจมีความต้องการน้ำแตกต่างจากบ้านที่มีสมาชิกหลายคนและใช้น้ำพร้อมกันหลายจุด (เช่น ซักผ้า ล้างจาน และอาบน้ำพร้อมกัน) จึงควรประเมินปริมาณการใช้น้ำสูงสุดในช่วงเวลาเดียวกันก่อนเลือกปั๊ม 3. ขนาดและความยาวของท่อ นอกจากต้องส่งน้ำขึ้นชั้นบนแล้ว น้ำยังต้องเดินทางผ่านท่อในแนวราบด้วย หากบ้านมีระยะท่อยาว มีข้องอหรือวาล์วหลายจุด แรงดันน้ำจะสูญเสียระหว่างทาง ดังนั้น การเลือกปั๊มน้ำจึงควรพิจารณาระบบท่อและขนาดท่อให้สัมพันธ์กับอัตราการไหลของน้ำ 4. ลักษณะของวาล์วน้ำ ก๊อกน้ำ อุปกรณ์ปลายทาง อุปกรณ์ที่ใช้น้ำแต่ละประเภทต้องการแรงดันและปริมาณน้ำแตกต่างกัน เช่น ฝักบัว เครื่องทำน้ำอุ่น ก๊อกน้ำ หรือวาล์วสุขภัณฑ์บางชนิด หากบ้านมีอุปกรณ์ที่ต้องการแรงดันน้ำมาก ควรตรวจสอบความต้องการของอุปกรณ์นั้นก่อนเลือกปั๊ม เช่น ก๊อกน้ำทั่วไปควรจ่ายน้ำที่อัตรา 9 ลิตร/นาที, ก๊อกอ่างล้างมือควรจ่ายน้ำที่อัตรา 6 ลิตร/นาที, วาล์วฝักบัวควรจ่ายน้ำที่อัตรา 12 ลิตร/นาที, ก๊อกน้ำที่ต่อกับเครื่องซักผ้าควรจ่ายน้ำที่อัตรา 12 ลิตร/นาที, วาล์วชักโครกควรจ่ายน้ำที่อัตรา 6 ลิตร/นาที ตัวอย่างการเลือกใช้ปั๊มน้ำ: พิจารณาอัตราการใช้น้ำภายในบ้านจากปริมาณหัวจ่ายน้ำดีภายในบ้าน เช่น บ้านเดี่ยว 2 ชั้น (ความสูงถึงจุดที่ต้องการจ่ายน้ำประมาณ 9 เมตร) มีจำนวนก๊อกน้ำภายในบ้านทั้งหมด 6 จุด แต่มีโอกาสใช้พร้อมกันทั้งหมด 4 จุด ซึ่งตามปกติก๊อกน้ำมีอัตราการจ่ายน้ำประมาณ 9 ลิตร/นาที ดังนั้น ปริมาณน้ำขั้นต่ำที่บ้านหลังนี้ใช้คือ 36 ลิตร/นาที* (เป็นค่าประมาณการเท่านั้น หากต้องการความถูกต้องแม่นยำมากขึ้นต้องพิจารณาแต่ละอุปกรณ์โดยเฉพาะ เนื่องจากอุปกรณ์บางชนิดมีอัตราจ่ายน้ำมากกว่าค่ามาตรฐาน อย่างฟลัชวาล์วหรือ Rain Shower)* นอกจากนี้ มีสิ่งที่ต้องพิจารณาร่วมด้วยคือความสามารถในการจ่ายน้ำของปั๊มน้ำว่าครอบคลุมความสูงของจุดจ่ายน้ำที่เราต้องการใช้หรือไม่ เช่น ความสูงประมาณ 9 เมตร ควรเผื่อค่าแรงเสียดทานที่อาจเกิดขึ้นในท่ออีกประมาณ 30% ดังนั้น อาจจะต้องเลือกใช้ปั๊มที่มีความสามารถในการจ่ายน้ำได้ที่ความสูงประมาณ 12 เมตร เมื่อได้ค่าปริมาณน้ำแล้วนำมาพิจารณากับปริมาณน้ำโดยดูค่าที่จ่ายน้ำได้สูงสุดของปั๊มน้ำ ดังตัวอย่างตารางที่แสดงรายละเอียดแต่ละรุ่นของปั๊มน้ำ Mitsubishi Electric รายละเอียดแต่ละรุ่นของปั๊มน้ำ Mitsubishi Electric การพิจารณาระยะดูดน้ำ และระยะส่งน้ำ ภาพ: การพิจารณาระยะดูดน้ำ และระยะส่งน้ำ บ้าน 2 ชั้น ควรใช้ปั๊มน้ำกี่วัตต์? โดยทั่วไปบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ที่มีสมาชิก 3–5 คน มักเลือกใช้ปั๊มน้ำขนาด 150–250 วัตต์ ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดใช้น้ำและรูปแบบระบบประปาของบ้าน ตัวอย่างเช่น มีสมาชิกไม่มาก และมีจุดใช้น้ำไม่พร้อมกันหลายจุด อาจใช้ปั๊มขนาด150–200 วัตต์ มีห้องน้ำหลายห้องและมีการใช้น้ำพร้อมกัน อาจต้องเลือกปั๊มที่มีกำลังและความสามารถในการจ่ายน้ำสูงขึ้น บ้านที่มีฝักบัวหลายห้อง หรือมีอุปกรณ์ที่ต้องการแรงดันน้ำมาก ควรพิจารณาค่าความดันและอัตราการไหลเพิ่มเติม นอกเหนือจากการดูกำลังวัตต์ หมายเหตุ: ตัวเลขวัตต์เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เพราะปั๊มน้ำแต่ละรุ่นมีสมรรถนะและลักษณะการทำงานแตกต่างกัน แม้จะมีกำลังวัตต์เท่ากันก็ตาม บ้าน 3 ชั้น ควรใช้ปั๊มน้ำกี่วัตต์? สำหรับบ้าน 3 ชั้น ความสูงที่เพิ่มขึ้นทำให้ปั๊มน้ำต้องสร้างแรงดันมากขึ้นเพื่อส่งน้ำไปยังชั้นบน โดยทั่วไปมักเลือกใช้ปั๊มน้ำขนาด 250–400 วัตต์ หรืออาจมากกว่านั้นในบางกรณี เช่นเดียวกับบ้าน 2 ชั้น การเลือกขนาดปั๊มน้ำไม่ควรใช้จำนวนชั้นเป็นเกณฑ์เดียว หากมีห้องน้ำหลายห้อง มีผู้อยู่อาศัยหลายคน หรือมีการเปิดใช้น้ำพร้อมกันหลายจุด อาจต้องเลือกปั๊มที่มีสมรรถนะสูงขึ้น เพื่อให้สามารถรักษาแรงดันน้ำได้เพียงพอ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจควรตรวจสอบ ค่าแรงดันและอัตราการไหลของปั๊มแต่ละรุ่นประกอบกันด้วย ตารางเลือกปั๊มน้ำเบื้องต้นสำหรับบ้าน 2 ชั้นและ 3 ชั้น ตารางเลือกปั๊มน้ำเบื้องต้นสำหรับบ้าน 2 ชั้นและ 3 ชั้น การเลือก ปั๊มน้ำสำหรับบ้าน\ ไม่ควรดูเพียงจำนวนชั้นของบ้านแล้วตัดสินจากกำลังวัตต์เพียงอย่างเดียว กำลังวัตต์มากไม่ได้หมายความว่าน้ำต้องแรงกว่าเสมอไป เพราะประสิทธิภาพของปั๊มน้ำต้องพิจารณาจากคุณสมบัติอื่น ๆ ประกอบกันด้วย เช่น กำลังมอเตอร์ อัตราการไหลของน้ำ ระยะส่ง และต้องพิจารณาร่วมกับ จำนวนสมาชิก จำนวนจุดใช้น้ำ การใช้น้ำพร้อมกัน ความสูงของบ้าน ระยะทางและขนาดท่อ รวมถึงลักษณะของอุปกรณ์ปลายทางด้วย หากกำลังสร้างบ้านใหม่หรือปรับปรุงระบบประปา การให้ช่างหรือผู้เชี่ยวชาญคำนวณความต้องการน้ำและตรวจสอบระบบท่อก่อนเลือกปั๊มน้ำ จะช่วยให้ได้ขนาดปั๊มน้ำที่เหมาะสมและลดปัญหาน้ำไหลเบาในภายหลัง ปั๊มน้ำ\ ปั๊มจุ่ม ปั๊มแช่\ > - อ่านเพิ่มเติม: เลือกปั๊มสูบน้ำประปาแบบไหนดี ฉบับปั๊มน้ำบ้าน\ > - อ่านเพิ่มเติม: 5 ขั้นตอนแก้ปัญหาปั๊มน้ำเดินกระตุก\ > - อ่านเพิ่มเติม: ปั๊มจุ่ม-ปั๊มแช่: 5 ข้อพิจารณาก่อนเลือกใช้ เลือกอย่างไรให้เหมาะกับงานและน้ำท่วม\ เลือกซื้อสินค้าและบริการพร้อมติดตั้ง กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้บริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความนี้จัดทำโดย หน่วยงาน SCG Home Online ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแล E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้คำปรึกษา ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเลือกใช้วัสดุต่างๆ เพื่อการทำบ้าน รวมถึงโซลูชั่นเรื่องบ้านต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้าน และเรื่องวัสดุก่อสร้าง สงวนลิขสิทธ์การคัดลอก เผยแพร่ และทำซ้ำ
ต่อเติมรั้วให้สูงขึ้นต้องรู้อะไรบ้าง? ชวนเช็กกฎหมาย แนวเขตกรรมสิทธิ์ รั้วทึบ-รั้วโปร่ง โครงสร้างเดิม และวัสดุน้ำหนักเบาก่อนต่อเติม ประเด็นสำคัญ ต่อเติมรั้วสูงได้เท่าไร ต้องเช็กกฎหมายควยคุมอาคารที่เกี่ยวข้องก่อน และควรตรวจสอบข้อกำหนดของหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ รวมถึงข้อบังคับของโครงการในกรณีที่เป็นบ้านจัดสรรด้วย นอกจากนี้ต้องพิจารณาว่ารั้วอยู่ในแนวเขตที่ดินของเราหรือไม่ การเลือกรูปแบบรั้ว ควรพิจารณาจากความเป็นส่วนตัว การระบายอากาศ แรงลม และภาพรวมของบ้าน อย่างรั้วทึบช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้มาก ส่วนรั้วโปร่งสามารถระบายอากาศได้ดีกว่า การต่อเติมรั้วสูงขึ้นต้องพิจารณาว่า โครงสร้างเดิมสามารถรับน้ำหนักของส่วนต่อเติมและแรงลมที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ควรยึดส่วนต่อเติมเข้ากับแนวโครงสร้างหลักของรั้วเดิม การเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักไม่มากสามารถช่วยลดภาระที่เพิ่มขึ้นกับโครงสร้างได้ เช่น ไวนิล ไฟเบอร์ซีเมนต์ อะลูมิเนียม บ้านที่อยู่อาศัยมานาน เมื่อสภาพแวดล้อมรอบบ้านเปลี่ยนไป ความรู้สึกเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น ถนนหน้าบ้านที่มีการปรับระดับสูงขึ้น บ้านข้างเคียงที่ต่อเติมอาคารเข้ามาใกล้แนวรั้ว หรือพื้นที่ใช้งานของเพื่อนบ้านที่ทำให้มองเห็นเข้ามาภายในบ้านได้ง่ายขึ้น หนึ่งในวิธีที่มักนึกถึงคือ การต่อเติมรั้วให้สูงขึ้น แต่ก่อนจะเลือกวัสดุหรือเริ่มติดตั้ง ไม่ควรมองเพียงเรื่องความสวยงาม เพราะการเพิ่มความสูงของรั้วมีทั้งเรื่อง กฎหมาย ความเป็นเจ้าของรั้ว โครงสร้าง และน้ำหนักของวัสดุ ที่ต้องพิจารณาไปพร้อมกัน 1. ต่อเติมรั้วสูงได้เท่าไร ต้องเช็กกฎหมายก่อน สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือ ตำแหน่งของรั้วและแนวเขตที่ดิน เพราะข้อกำหนดเกี่ยวกับความสูงของรั้วอาจแตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ กรณีรั้วติดถนนสาธารณะ กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ข้อ 47 กำหนดว่า รั้วหรือกําแพงที่สร้างขึ้นติดต่อหรือห่างจากถนนสาธารณะน้อยกว่าความสูงของรั้ว ให้ก่อสร้างได้สูงไม่เกิน 3 เมตร เหนือระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ ดังนั้น หากเป็นบ้านที่อยู่ติดถนนแล้วต้องการเพิ่มความสูงของรั้ว ควรตรวจสอบระดับถนนหรือทางเท้า รวมถึงข้อกำหนดของหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ก่อนดำเนินการ ตลอดจนข้อบังคับของโครงการในกรณีที่เป็นบ้านจัดสรรด้วย เช่น ข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครเรื่องควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 ข้อ 50 กำหนดว่า อาคารที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงใกล้ถนนสาธารณะที่มีความกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากกึ่งกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย 3 เมตร มิให้มีส่วนของอาคารล้ำเข้ามาในแนวร่นดังกล่าว ยกเว้นรั้วหรือกำแพงกั้นแนวเขตที่สูงไม่เกิน 2 เมตร หมายความว่า รั้วในกรุงเทพฯ ที่สร้างติดถนนสาธารณะที่มีความกว้างถนนสาธารณะน้อยกว่า 6 เมตร ต้องมีความสูงไม่เกิน 2 เมตร รั้วสูงจากระดับถนนสาธารณะหรือทางเท้าได้ไม่เกิน 3 เมตร ภาพ: รั้วสูงจากระดับถนนสาธารณะหรือทางเท้าได้ไม่เกิน 3 เมตร กรณีเป็นรั้วระหว่างเรากับเพื่อนบ้าน ยังไม่มีข้อกำหนดเรื่องความสูงรั้ว แต่รั้วที่ต่อเติมความสูงขึ้นมาไม่ควรสร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนบ้านข้างเคียง เช่น ไม่บดบังทัศนวิสัย ไม่บังแดดหรือบังลม ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เพื่อนบ้านฟ้องร้องเราตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้แล้ว ก่อนการต่อเติมรั้วต้องรู้ก่อนว่า “รั้วเป็นของใคร” สำหรับบ้านในโครงการจัดสรร รั้วกั้นระหว่างบ้านอาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และการใช้งาน เช่น กรณีรั้วที่จัดทำขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ หรือรั้วกั้นระหว่างบ้านที่มีแนวเขตร่วมกัน จึงควรตรวจสอบกับนิติบุคคลหมู่บ้านหรือเอกสารของโครงการก่อนดัดแปลง ส่วนบ้านทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในโครงการจัดสรร ควรตรวจสอบว่า รั้วอยู่ในเขตที่ดินของใคร และเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร หากรั้วเป็นของเพื่อนบ้านหรือเป็นรั้วที่มีกรรมสิทธิ์ร่วม การต่อเติมโดยไม่ได้รับความยินยอมอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ ดังนั้น หากไม่แน่ใจเรื่องกรรมสิทธิ์ ควรตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้แน่ใจก่อนดำเนินการ 2. รั้วทึบหรือรั้วโปร่ง แบบไหนเหมาะกับบ้าน เมื่อผ่านเรื่องข้อกฎหมายแล้ว ขั้นต่อมาคือการเลือกรูปแบบรั้ว โดยควรพิจารณาจากความเป็นส่วนตัว การระบายอากาศ แรงลม และภาพรวมของบ้าน รั้วทึบ เพิ่มความเป็นส่วนตัวได้มาก เหมาะกับบ้านที่ต้องการบดบังสายตาจากภายนอก เช่น บ้านที่อยู่ติดถนน หรือบ้านที่มีพื้นที่ใช้งานอยู่ใกล้แนวรั้ว ข้อดี ช่วยบดบังสายตาได้ดี เพิ่มความเป็นส่วนตัว ลดการมองเห็นพื้นที่ภายในบ้านจากภายนอก ข้อควรพิจารณา ลมผ่านได้น้อยกว่ารั้วโปร่ง เมื่อทำรั้วสูงและทึบ พื้นที่รับแรงลมจะเพิ่มขึ้น ต้องคำนึงถึงโครงสร้างรั้วเดิม รั้วโปร่ง ระบายอากาศได้ดี รั้วโปร่งหรือรั้วระแนงช่วยให้ลมสามารถไหลผ่านได้ และทำให้พื้นที่บริเวณรั้วดูไม่อึดอัด ข้อดี ระบายอากาศได้ดี ลดแรงปะทะของลมเมื่อเทียบกับแผงทึบ บ้านดูโปร่งและไม่ปิดทึบจนเกินไป ข้อควรพิจารณา บังสายตาได้ไม่เต็มที่ ต้องออกแบบระยะห่างของช่องให้เหมาะกับระดับความเป็นส่วนตัวที่ต้องการ อีกทางเลือกคือ รั้วกึ่งทึบกึ่งโปร่ง เช่น ทำส่วนล่างเป็นแผงทึบสำหรับบังสายตา แล้วออกแบบส่วนบนเป็นระแนง วิธีนี้ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวในจุดที่จำเป็น ขณะเดียวกันยังเปิดช่องให้อากาศถ่ายเทได้ รั้วทึบเป็นส่วนตัวแต่ไม่ได้รับลม รั้วโปร่งความเป็นส่วนตัวลดลงแต่ลมผ่านได้ ภาพ: รั้วทึบเป็นส่วนตัวแต่ไม่ได้รับลม รั้วโปร่งความเป็นส่วนตัวลดลงแต่ลมผ่านได้ 3. โครงสร้างและการติดตั้ง ต้องยึดกับส่วนที่รับน้ำหนัก การต่อเติมรั้วสูงขึ้นไม่ใช่เพียงการนำแผ่นวัสดุมาติดตั้งบนรั้วเดิม แต่ต้องพิจารณาว่า โครงสร้างเดิมสามารถรับน้ำหนักของส่วนต่อเติมและแรงลมที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ โดยหลักการติดตั้ง ควรยึดส่วนต่อเติมเข้ากับแนวโครงสร้างหลักของรั้วเดิม ไม่ควรยึดกับเพียงผิววัสดุตกแต่งที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนัก ได้แก่ ยึดเข้ากับ หัวเสาและคานทับหลัง ยึดเข้ากับ แนวเสารั้ว เพื่อช่วยถ่ายน้ำหนักลงสู่โครงสร้าง ทั้งนี้ วิธีการยึดที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากโครงสร้างจริงของรั้วแต่ละบ้าน ทั้งขนาดและระยะห่างของเสา ชนิดวัสดุ สภาพรั้ว รวมถึงฐานรากเดิม หลักการติดตั้งส่วนต่อเติมรั้วควรยึดเข้ากับแนวโครงสร้างหลักของรั้วเดิม ภาพ: หลักการติดตั้งส่วนต่อเติมรั้วควรยึดเข้ากับแนวโครงสร้างหลักของรั้วเดิม 4. เลือกวัสดุน้ำหนักเบา ลดภาระโครงสร้างเดิม เมื่อเป็นการต่อเติมจากรั้วเดิม การเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักไม่มากสามารถช่วยลดภาระที่เพิ่มขึ้นกับโครงสร้างได้ เช่น ไวนิล ไฟเบอร์ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ตัวอย่างงานตกแต่งต่อเติมรั้วด้วยวัสดุที่มีน้ำหนักไม่มาก ภาพ: ตัวอย่างงานตกแต่งต่อเติมรั้วด้วยวัสดุที่มีน้ำหนักไม่มาก รั้วไวนิล เป็นวัสดุต่อเติมรั้วที่ได้รับความนิยม เพราะติดตั้งง่าย สะดวก มีรูปแบบให้เลือกหลากหลาย มีสีในตัว มักมาเป็นชุดระบบระแนงที่มีอุปกรณ์มาให้พร้อม เหมาะกับการนำมาทำแผงบังสายตาหรือรั้วที่ต้องการความเป็นส่วนตัว มีน้ำหนักเบา ดูแลรักษาง่าย ตัวอย่างการต่อเติมรั้วระแนงไม้ไวนิล ภาพ: ตัวอย่างการต่อเติมรั้วระแนงไม้ไวนิล รั้วไฟเบอร์ซีเมนต์ มีทั้งแบบแผ่นและระแนง สามารถนำมาออกแบบเป็นผนังบังสายตาหรือส่วนตกแต่งรั้วได้หลากหลาย ทนทานต่อสภาพอากาศ ไม่บิดงอ ไม่เป็นอาหารปลวก ตัวอย่างการต่อเติมรั้วระแนงไม้ไฟเบอร์ซีเมนต์ ภาพ: ตัวอย่างการต่อเติมรั้วระแนงไม้ไฟเบอร์ซีเมนต์ รั้วอะลูมิเนียม ระแนงลวดลายไม้ที่มีให้เลือกหลายเฉดสี สวยเนี้ยบเหมือนไม้จริง เหมาะกับงานต่อเติมที่ต้องการดีไซน์ให้เข้ากับตัวบ้าน มีน้ำหนักเบา สีสวยทน ไม่เป็นสนิม อายุการใช้งานยาวนาน ตัวอย่างการต่อเติมรั้วระแนงไม้อะลูมิเนียม ภาพ: ตัวอย่างการต่อเติมรั้วระแนงไม้อะลูมิเนียม อย่างไรก็ตาม แม้จะเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบา ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถติดตั้งกับรั้วเดิมได้ทันที เพราะเมื่อเพิ่มความสูง พื้นที่รับแรงลมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การออกแบบจึงควรพิจารณาทั้งน้ำหนักวัสดุ วิธีการยึด และแรงลมที่กระทำต่อโครงสร้างร่วมกัน สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ สภาพของรั้วเดิม โดยเฉพาะบ้านที่ก่อสร้างและใช้งานมานานหลายปี ควรตรวจสอบว่ามีปัญหารั้วทรุด เสาหรือคานแตกร้าว หากพบว่ารั้วเริ่มมีสัญญาณความเสียหาย ไม่ควรรีบต่อเติมเพิ่มความสูงรั้ว เพราะส่วนต่อเติมจะเพิ่มทั้งน้ำหนักและแรงลมที่กระทำต่อรั้ว ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่ารั้วเดิมสามารถรองรับส่วนต่อเติมได้หรือไม่ ควรปรึกษา วิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง เพื่อประเมินสภาพรั้วและเลือกวิธีต่อเติมที่เหมาะสม ไม้ระแนง\ บริการติดระแนงไม้เทียม ระแนงบังตา\ > - อ่านเพิ่มเติม: เลือกแบบรั้วบ้านสวย ๆ ด้วยวัสดุอะไรให้เหมาะกับแบบบ้าน\ > - อ่านเพิ่มเติม: รั้วก่ออิฐบล็อกกับรั้วคอนกรีตสำเร็จรูป\ เลือกซื้อสินค้าและบริการพร้อมติดตั้ง กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้บริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความนี้จัดทำโดย หน่วยงาน SCG Home Online ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแล E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้คำปรึกษา ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเลือกใช้วัสดุต่างๆ เพื่อการทำบ้าน รวมถึงโซลูชั่นเรื่องบ้านต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้าน และเรื่องวัสดุก่อสร้าง สงวนลิขสิทธ์การคัดลอก เผยแพร่ และทำซ้ำ
เปรียบเทียบระหว่าง "เมทัลชีท PU" กับ "หลังคา UPVC” สำหรับการต่อเติมส่วนต่าง ๆ ของบ้าน เช่น โรงรถ ครัวไทย พื้นที่ซักล้าง ทั้งในเรื่องคุณสมบัติต่าง ๆ ข้อดี จุดเด่น ราคา และสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเลือกหลังคาส่วนต่อเติม ประเด็นสำคัญ เมทัลชีท PU และหลังคา UPVC มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ทั้งเรื่องการลดความร้อน การกันเสียง น้ำหนัก และการใช้งาน หลังคาเมทัลชีท PU มีจุดเด่นด้านรูปแบบและสีสันที่หลากหลาย หาซื้อง่าย และมี PU FOAM เป็นฉนวนช่วยลดการถ่ายเทความร้อนและเสียงรบกวน หลังคา UPVC มีจุดเด่นในเรื่อง ไม่เกิดสนิม น้ำหนักเบา เสียงรบกวนตอนฝนตกไม่มากและไม่อมความร้อน เมื่อต้องต่อเติมพื้นที่ภายนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็น โรงรถ พื้นที่ซักล้าง ครัวไทย หรือพื้นที่นั่งเล่นกึ่ง Outdoor สิ่งหนึ่งที่ต้องเลือกให้เหมาะสมคือ “วัสดุมุงหลังคา” เพราะนอกจากทำหน้าที่ป้องกันแดดและฝนแล้ว ยังมีผลต่อความร้อน เสียง และบรรยากาศในการใช้งานพื้นที่ใต้หลังคา วัสดุหลังคาส่วนต่อเติมที่นิยมใช้กัน คือ “เมทัลชีท PU" เพราะหาซื้อและติดตั้งง่ายไม่ซับซ้อน โดยมีอีกวัสดุที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยคุณสมบัติบางประการที่แตกต่างจากเมทัลชีทคือ "หลังคา UPVC"\ ทั้งสองประเภทมีคุณสมบัติและรายละเอียดแตกต่างกันอย่างไร แล้วหลังคาแบบไหนเหมาะกับโรงรถ ครัวไทย หรือพื้นที่ซักล้าง SCGHOME.com ชวนเจ้าของบ้านทำความรู้จักข้อแตกต่างและปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนเลือก หลังคาเมทัลชีท PU เมทัลชีทคือแผ่นเหล็กที่นำมารีดขึ้นรูปเป็นลอนต่าง ๆ ตามแต่ละรุ่น เคลือบผิวและสีเพื่อช่วยป้องกันสนิม/การกัดกร่อน ส่วน PU Foam (Polyurethane Foam) เป็นฉนวนที่ติดตั้งร่วมกับแผ่นหลังคา เพื่อช่วยลดการถ่ายเทความร้อนและเสียงฝนตก ข้อดีของเมทัลชีท PU คือมีทั้งหลังคาและฉนวนในแผ่นเดียวกัน หลังคาเมทัลชีทมีหลายสีให้เลือกใช้ สามารถเลือกความหนาและความหนาแน่นของชั้นโฟม PU ได้ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการกันความร้อนและการกันเสียง ทั้งยังเลือกวัสดุปิดใต้ฉนวนได้ไม่ว่าจะเป็น อะลูมิเนียมฟอยล์ แผ่น PVC ที่มีสีและลายให้เลือกหลายแบบ หรือแบบแซนวิชที่ใช้เมทัลชีทแผ่นเรียบประกบด้านใต้ การติดตั้ง เมทัลชีท PU มีอุปกรณ์ประกอบการติดตั้งให้เลือกใช้งานครบและหาซื้อได้ค่อนข้างง่าย โดยการเลือกสกรูควรพิจารณาให้เหมาะกับ ความหนาของชั้น PU Foam รูปแบบลอน และวัสดุแปที่ติดตั้ง(ไม้/เหล็ก) เพื่อให้สกรูสามารถยึดแผ่นหลังคาเข้ากับแปได้อย่างมั่นคง สำหรับระยะแปโดยทั่วไปประมาณ 0.80–1.50 เมตร ขึ้นอยู่กับความหนาของแผ่นเมทัลชีท ซึ่งควรติดตั้งระยะแปตามที่ผู้ผลิตกำหนด ราคาของเมทัลชีท PU โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 250–500 บาท/ตร.ม. (ไม่รวมโครงสร้าง อุปกรณ์ประกอบ และค่าติดตั้ง) ขึ้นอยู่กับความหนาของแผ่นเหล็ก ความหนาของ PU Foam รูปลอน สี และแบรนด์ เมื่อพิจารณาในภาพรวม ทั้งค่าวัสดุและโครงสร้างอาจมีต้นทุนที่ประหยัดกว่าหลังคา UPVC จึงควรเปรียบเทียบราคาจากสเปกและระบบติดตั้งที่เทียบเคียงกัน ถึงแม้จะมีการเคลือบสารและสีที่ช่วยป้องกันการเกิดสนิม แต่เมทัลชีทก็ยังมีโอกาสเกิดสนิมได้ตามขอบรอยตัดหรือขอบรูที่เจาะสกรู ซึ่งอาจส่งผลต่ออายุการใช้งานตลอดจนปัญหาหลังคารั่วในอนาคต นอกจากนี้โฟม PU เป็นวัสดุที่ติดไฟและลามไฟได้ง่าย อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตมักผสมสารกันไฟมาในเนื้อวัสดุตามข้อกำหนด เป็นอีกข้อควรคำนึงที่สำคัญก่อนเลือกซื้อเช่นกัน เมทัลชีทบุฉนวน PU Foam ภาพ: เมทัลชีทบุฉนวน PU Foam (Polyurethane Foam) หลังคา UPVC "หลังคา UPVC"\ ผลิตจากพลาสติกประเภทหนึ่งที่มีความแข็งและคงรูป มีรูปลอนใกล้เคียงกับหลังคาเมทัลชีทลอนมาตรฐาน (ลอน 760) แผ่นหลังคา UPVC มีให้เลือกทั้งแบบเนื้อตันและแบบมีช่องว่างภายใน (ลูกฟูก) โดยแผ่นตันมีเนื้อวัสดุเต็มตลอดความหนา จึงให้ความแข็งแรงและทนแรงกระแทกได้ดี ส่วนแผ่นแบบมีช่องว่างภายในมีโครงสร้างหลายชั้น ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มคุณสมบัติด้านการเป็นฉนวนความร้อน ทั้งนี้ ความแข็งแรง การกันความร้อน และอายุการใช้งานขึ้นอยู่กับความหนา โครงสร้าง และคุณภาพของผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่น จุดเด่นของหลังคา UPVC คือน้ำหนักเบา ไม่อมความร้อน ไม่ติดไฟ ไม่เกิดสนิม สามารถใช้งานในพื้นที่ภายนอกอาคารได้ นอกจากนี้ โครงสร้างของวัสดุและลักษณะของแผ่นยังช่วยลดเสียงรบกวนจากฝนตกได้ดีอีกด้วย การติดตั้งหลังคา UPVC ควรยึดแผ่นหลังคาด้วยสกรูและอุปกรณ์ที่เหมาะกับระบบหลังคา (ซึ่งมักแนะนำเฉพาะกับหลังคาแต่ละรุ่น) เพื่อป้องกันการรั่วซึม สำหรับระยะแปโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 0.60–1.00 เมตร ขึ้นอยู่กับความหนาและโครงสร้างของแผ่น โดยแผ่นที่มีความหนาหรือความแข็งแรงมากอาจรองรับระยะแปที่มากขึ้นได้ ส่วนแผ่นที่บางกว่าควรใช้ระยะแปถี่ขึ้น เพื่อช่วยรองรับน้ำหนักและแรงลมได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ควรยึดตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนดเป็นหลัก ราคาวัสดุหลังคา UPVC โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 300–600 บาท/ตร.ม. (ไม่รวมโครงสร้าง อุปกรณ์ประกอบ และค่าติดตั้ง) ขึ้นอยู่กับความหนา โครงสร้างของแผ่น คุณสมบัติในการป้องกันรังสี UV และแบรนด์ หลังคา UPVC มีสีในเนื้อวัสดุ จึงไม่มีปัญหาเรื่องสีลอก แต่ก็มีสีให้เลือกใช้จำกัด โดยหลัก ๆ แล้วจะมีสีขาวและสีเทา ทั้งนี้คุณสมบัติของหลังคา UPVC แต่ละยี่ห้อและแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อความทนทาน อายุการใช้งาน และการนำไปใช้งานในส่วนต่อเติมต่าง ๆ หลังคา UPVC ภาพ: (ซ้าย) หลังคา UPVC แบบเนื้อตัน และ (ขวา) หลังคา UPVC แบบมีช่องว่างภายใน หลังคายูพีวีซี (UPVC) เอสซีจี ภาพ: ตัวอย่างหลังคายูพีวีซี (UPVC) เอสซีจี สีขาว เปรียบเทียบหลังคาเมทัลชีท PU FOAM vs หลังคา UPVC เปรียบเทียบหลังคาเมทัลชีท PU FOAM vs หลังคา UPVC หมายเหตุ: คุณสมบัติและประสิทธิภาพของหลังคาแต่ละประเภทแตกต่างกันตามรุ่น ผู้ผลิต ความหนา และระบบการติดตั้ง ควรตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจ สำหรับเรื่องอายุการใช้งานของทั้ง 2 วัสดุอาจไม่แตกต่างกันมาก คือไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยมีลักษณะความเสื่อมต่างกัน เช่น เมทัลชีทอาจมีปัญหาเรื่องสีซีด สีลอก ขึ้นสนิม ส่วนหลังคา UPVC อาจเกิดคราบหรือสีเปลี่ยนได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพและมาตรฐานของแบรนด์ที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเลือกใช้วัสดุใด สิ่งสำคัญคือการติดตั้งให้ถูกต้องและใช้งานอย่างถูกวิธีตามที่ผู้ผลิตแนะนำ เพื่อให้คุ้มค่ากับงบประมาณในการต่อเติมบ้านตามที่ต้องการ หลังคายูพีวีซี (UPVC) เอสซีจี\ หลังคาเมทัลชีท เอสซีจี\ > - อ่านเพิ่มเติม: หลังคาเมทัลชีท SCG: FAQ รวมคำถามยอดฮิต! ข้อดี-ข้อเสีย ที่ควรรู้ก่อนติดตั้ง\ > - อ่านเพิ่มเติม: หลังคาเมทัลชีทกลัวเสียงดังฝนตก? วิธีป้องกันและแก้ไขให้เงียบสนิท ไม่รบกวน\ เลือกซื้อสินค้าและบริการพร้อมติดตั้ง กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้บริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความนี้จัดทำโดย หน่วยงาน SCG Home Online ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแล E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้คำปรึกษา ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเลือกใช้วัสดุต่างๆ เพื่อการทำบ้าน รวมถึงโซลูชั่นเรื่องบ้านต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้าน และเรื่องวัสดุก่อสร้าง สงวนลิขสิทธ์การคัดลอก เผยแพร่ และทำซ้ำ
ชวนเจ้าของบ้านเช็กสาเหตุของปัญหาหลังคาเมทัลชีทรั่ว เพื่อตัดสินใจระหว่าง ซ่อมหลังคา กับ รื้อหลังคาเมทัลชีมเดิมเพื่อมุงใหม่ ประเด็นสำคัญ หากโครงสร้างหลังคายังแข็งแรง แต่สภาพแผ่นเมทัลชีทโดยรวมยังดีอยู่ สามารถซ่อมแซมได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหลังคาใหม่ทั้งหมด หากแผ่นเมทัลชีทเสื่อมสภาพ หลังคารั่วหลายจุด หรือเกิดจากองศาหลังคาไม่เหมาะสม ตลอดจนโครงสร้างหลังคาพัง ทรุด หรือมีความเสียหาย แนะนำให้รื้อหลังคามุงใหม่ ไม่ว่าจะซ่อมหลังคาหรือเปลี่ยนหลังคาใหม่ ควรให้ช่างหรือผู้เชี่ยวชาญด้านงานหลังคาเข้าตรวจสอบ ประเมิน และแก้ไขตามมาตรฐาน เมทัลชีท\เป็นวัสดุมุงหลังคาที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ทั้งการใช้เมทัลชีทเป็นหลังคาบ้านและส่วนต่อเติมต่าง ๆ เมื่อเข้าหน้าฝน หลายบ้านจึงอาจพบปัญหาหลังคาเมทัลชีทรั่วซึม ซึ่งมีสาเหตุของการรั่วหลายรูปแบบ ตั้งแต่สกรูและวัสดุยาแนวเสื่อมสภาพ ไปจนถึงแผ่นหลังคาผุกร่อนหรือโครงสร้างหลังคามีปัญหา การตัดสินใจว่าจะซ่อมหลังคาหรือเปลี่ยนหลังคาใหม่จึงควรเริ่มที่ขั้นตอนการตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อเลือกแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม หลังคาเมทัลชีทรั่วแบบไหน ซ่อมได้ หากโครงสร้างหลังคายังแข็งแรง และความเสียหายเกิดขึ้นเฉพาะบางตำแหน่ง อาจไม่จำเป็นต้องรื้อหลังคาทั้งผืน สามารถซ่อมแซมเฉพาะจุดตามสาเหตุของการรั่วได้ ตัวอย่างปัญหาหลังคาเมทัลชีทรั่วที่พบได้บ่อยเช่น 1. สกรูและแหวนยางเสื่อมสภาพ บริเวณสกรูเป็นจุดที่มีการเจาะผ่านแผ่นเมทัลชีท จึงเป็นอีกตำแหน่งที่ควรตรวจสอบเมื่อพบการรั่วซึม หากสกรูเกิดสนิม แหวนยางเสื่อม แข็งกรอบ แตก หรือฉีกขาด อาจทำให้น้ำซึมผ่านบริเวณรูยึดได้ แนวทางแก้ไข: ตรวจสอบสภาพสกรูและแหวนยาง หากพบว่าเสื่อมสภาพหรือขึ้นสนิม ควรเปลี่ยนสกรูและแหวนยางใหม่ให้เหมาะสม รวมถึงตรวจสอบการขันสกรูให้แน่นพอดี ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป สกรูและแหวนยางเสื่อมสภาพ ภาพ: สกรูและแหวนยางเสื่อมสภาพ 2. รั่วบริเวณรอยต่อต่าง ๆ เนื่องจากวัสดุยาแนวเสื่อมสภาพ บริเวณรอยต่อของหลังคา เช่น จุดต่อชนผนัง รอยต่อของ Flashing หรือบริเวณที่มีการใช้วัสดุยาแนว (ซิลิโคน, PU) หากยาแนวเสื่อมสภาพ หรือหลุดล่อน อาจเป็นช่องทางให้น้ำฝนซึมเข้าสู่ภายในบ้านได้ แนวทางแก้ไข: รื้อวัสดุยาแนวเดิมที่เสื่อมสภาพออก ทำความสะอาดและเตรียมพื้นผิวให้เหมาะสม จากนั้นจึงยาแนวด้วยวัสดุที่เหมาะกับงานหลังคาเมทัลชีท โดยควรตรวจสอบรายละเอียดของรอยต่อร่วมด้วย หากพบว่า Flashing หรือชิ้นส่วนประกอบติดตั้งไม่เหมาะสมหรือชำรุด ควรแก้ไขที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ซ่อมด้วยยาแนวบริเวณที่รั่วเพียงอย่างเดียว รอยต่อของ Flashing หลังคาเมทัลชีทกับผนัง ภาพ: รอยต่อของ Flashing กับผนัง และรอยต่อของแผ่น 3. ปลายแผ่นหลังคาเผยอ แผ่นเมทัลชีทบุบ หรือชำรุดเฉพาะบางแผ่น หากแผ่นเมทัลชีทเกิดการเผยอ บุบ หรือได้รับความเสียหายจากแรงกระแทก โดยเกิดขึ้นเฉพาะบางแผ่น อาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างแนวซ้อนทับแผ่นหลังคา หรืออาจทำให้น้ำฝนไม่สามารถระบายได้ตามปกติ จนน้ำไหลย้อนเข้าใต้เมทัลชีทและนำไปสู่การรั่วซึม แนวทางแก้ไข: หากความเสียหายไม่สามารถซ่อมให้กลับมาอยู่ในสภาพที่เหมาะสมได้ ให้เปลี่ยนเฉพาะแผ่นที่ชำรุด โดยติดตั้งแผ่นเมทัลชีทรุ่นเดิมที่มีรูปลอนเดียวกัน ให้มีแนวซ้อนทับและการยึดที่ถูกต้องตามระบบของหลังคารุ่นนั้น 4. เกิดสนิมเฉพาะบางจุดจนทำให้เกิดการรั่ว ถึงแม้เมทัลชีทซึ่งเป็นแผ่นเหล็กที่มีชั้นเคลือบเพื่อช่วยป้องกันการกัดกร่อน แต่หากชั้นเคลือบได้รับความเสียหาย หรือมีปัจจัยที่ทำให้เกิดการกัดกร่อน ก็สามารถเกิดสนิมและลุกลามจนแผ่นเป็นรูและเกิดการรั่วได้ หากสนิมเกิดขึ้นเฉพาะบางจุด และตัวแผ่นโดยรวมยังอยู่ในสภาพดี อาจพิจารณาซ่อมเฉพาะบริเวณได้ แนวทางแก้ไข: ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย หากเสียหายเล็กน้อย เป็นสนิม สามารถซ่อมด้วยการกำจัดสนิมและเตรียมพื้นผิวให้เหมาะสม จากนั้นทาหรือพ่นสารป้องกันสนิม รวมถึงทาสีหรือเคลือบผิวใหม่ แต่หากสนิมกัดกร่อนจนแผ่นเสียหายมาก แม้จะเกิดเพียงบางจุด ก็สามารถเลือกเปลี่ยนเฉพาะแผ่นที่เสียหายได้เช่นกัน หลังคาเมทัลชีทรั่วแบบไหน ควรรื้อมุงใหม่ ในบางกรณี แม้ต้นเหตุของน้ำรั่วจะมาจากแผ่นหลังคา แต่การซ่อมเฉพาะจุดอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นหลายตำแหน่ง หรือมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและการออกแบบหลังคาตั้งแต่เริ่มต้น 1. โครงสร้างหลังคายังดี แต่แผ่นเมทัลชีทเสื่อมสภาพหลายจุด หากตรวจสอบแล้วพบว่าโครงสร้างหลังคายังแข็งแรง แต่แผ่นเมทัลชีทมีสนิมหลายจุด ผุกร่อนทั่วทุกแผ่น หรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถซ่อมเฉพาะจุดได้อย่างเหมาะสม การรื้อเปลี่ยนหลังคาใหม่ทั้งผืนอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและคุ้มค่ากว่า เพราะการซ่อมทีละจุดอาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง และไม่ได้แก้ปัญหาการเสื่อมสภาพของแผ่นหลังคาโดยรวม 2. องศาหลังคาน้อยเกินไป หากความลาดชันหลังคาเมทัลชีทน้อยเกินไป (โดยทั่วไปไม่ควรน้อยกว่า 3 หรือ 5 องศา) อาจทำให้น้ำระบายไม่ทัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการรั่วซึมบริเวณรอยต่อหรือแนวซ้อนทับ ในกรณีนี้ สามารถเปลี่ยนเป็นแผ่นเมทัลชีทรุ่นที่ติดตั้งบนหลังคาที่มีความลาดชันต่ำได้ โดยต้องติดตั้งตามข้อกำหนดและรายละเอียดของผู้ผลิต หลังคาเมทัลชีท เอสซีจี รุ่น LumaX ภาพ: หลังคาเมทัลชีท เอสซีจี รุ่น LumaX ลาดเอียงได้ถึง 0.3 องศา 3. โครงสร้างหลังคาพัง ทรุด หรือมีความเสียหาย หากไม่ได้มีปัญหาเฉพาะแผ่นเมทัลชีท แต่พบว่า โครงหลังคามีการผุกร่อน บิดตัว ทรุด หรือมีความเสียหายจนกระทบต่อความแข็งแรง การเปลี่ยนเฉพาะแผ่นหลังคาจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ กรณีนี้ ควรให้วิศกวกรหรือผู้เชี่ยวชาญงานหลังคาโดยเฉพาะเข้าตรวจสอบและประเมินว่ามีส่วนใดที่ต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ เพื่อออกแบบและติดตั้งระบบหลังคาใหม่ตามมาตรฐาน หลังคาเมทัลชีทและโครงสร้างชำรุด ภาพ: หลังคาเมทัลชีทและโครงสร้างชำรุดทรุดโทรมมาก ควรรื้อมุงใหม่ สรุป หลังคาเมทัลชีทรั่ว แค่ซ่อมหลังคา หรือเปลี่ยนหลังคาใหม่? เมื่อพบว่าหลังคาเมทัลชีทรั่ว ไม่จำเป็นต้องรื้อเปลี่ยนใหม่ทั้งผืนเสมอไป หากปัญหาเกิดเฉพาะบางตำแหน่ง เช่น สกรูหรือแหวนยางเสื่อม วัสดุยาแนวเสื่อม แผ่นบุบ หรือเกิดสนิมเฉพาะจุด ก็สามารถตรวจสอบและซ่อมแซมเฉพาะบริเวณได้ แต่หากแผ่นหลังคามีสนิมและการผุกร่อนหลายจุดจนเสื่อมสภาพเป็นวงกว้าง ความลาดชันของหลังคาไม่เหมาะสมกับระบบที่ใช้ หรือโครงสร้างหลังคามีปัญหา การรื้อและมุงหลังคาใหม่ อาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและลดโอกาสเกิดการรั่วซ้ำ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซ่อมหรือเปลี่ยนหลังคา ควรให้ช่างหรือผู้เชี่ยวชาญด้านงานหลังคาเข้าตรวจสอบทั้งแผ่นเมทัลชีท จุดรั่ว รอยต่อ ความลาดชัน และโครงสร้างหลังคา เพื่อประเมินสาเหตุและเลือกวิธีแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาพของหลังคาแต่ละหลัง หลังคาเมทัลชีท เอสซีจี\ บริการซ่อมรั่วหลังคาเฉพาะจุด (ROOF REPAIR)\ บริการรื้อ – เปลี่ยนหลังคาเก่าทั้งผืน (RE-ROOF)\ > - อ่านเพิ่มเติม: 6 สาเหตุยอดฮิตทำหลังคาเมทัลชีทรั่ว พร้อมแนวทางแก้ไขและวิธีซ่อมแซมตรงจุด\ > - อ่านเพิ่มเติม: หลังคาเมทัลชีท SCG: FAQ รวมคำถามยอดฮิต! ข้อดี-ข้อเสีย ที่ควรรู้ก่อนติดตั้ง\ เลือกซื้อสินค้าและบริการพร้อมติดตั้ง กับ SCG Home Online เชื่อถือได้ สินค้ามีคุณภาพ SCG Home Online เป็น E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้บริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ วิธีสั่งซื้อกับ SCG Home ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สะดวกและรวดเร็ว กดเลือกสินค้าและจำนวนที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ SCGHOME.COM ชำระเงินตามยอดในรายการสั่งซื้อ เพื่อยืนยันการจัดส่งสินค้า ติดตามสถานะการจัดส่ง สอบถามข้อมูลสินค้าหรือต้องการความช่วยเหลือสั่งสินค้าได้ผ่านทาง: SCGHOME Contact Center: 02-586-1222 หรือ แอดไลน์ @scghome บทความนี้จัดทำโดย หน่วยงาน SCG Home Online ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแล E-Commerce Online Shopping จาก SCG (บริษัทปูนซิเมนต์ไทยจำกัด มหาชน) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย โดย SCG Home Online เป็นแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อคนรักบ้าน ที่ดำเนินการโดยบริษัท SCG Distribution จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้คำปรึกษา ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเลือกใช้วัสดุต่างๆ เพื่อการทำบ้าน รวมถึงโซลูชั่นเรื่องบ้านต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้าน และเรื่องวัสดุก่อสร้าง สงวนลิขสิทธ์การคัดลอก เผยแพร่ และทำซ้ำ